| Perfil de Ekkarathชั้นชอบ Biohazard เอนจิ้...FotosBlogListas | Ayuda |
|
ชั้นชอบ Biohazard เอนจิ้น~!!!
|
08 septiembre Wesker's Report II***บทความนี้ผมคัดมาจากหนังสือ Mega Month ฉบับที่คุณเรย์ลงบทสรุป Biohazard 0 นะครับ***
( ต่อจาก Wesker's Report I )
ครั้งแรกที่ผมมายังสถานที่แห่งนี้ผมอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น และก็เป็นช่วงซัมเมอร์ แต่นั่นมันเมื่อ 20 ปีก่อน
ผมยังจำความรู้สึกตอนที่เฮลิคอปเตอร์พาเรามายังสถานที่แห่งนี้ครั้งแรกได้ดี ถึงแม้ดูจากภายนอกมันจะเป็นเพียงแค่คฤหาสน์เก่าแก่หลังนึงเท่านั้น แต่สิ่งที่ซ่อนลงไปลึกกว่านั้นมีบางอย่างที่แตกต่างออกไป
เบอร์คิน เด็กหนุ่มที่มีอายุน้อยกว่าผมเพียง 2 ปี ดูราวกับจะสนใจแต่เรื่องข้อมูลการทดลองที่เขาเพิ่งได้มาไม่นานนี้
- วันจันทร์ที่ 30 กันยายน 1978 -
2 วันก่อนหน้านี้ เรา 2 คน ( เบอร์คินและเวสเกอร์ ) ได้เข้าเป็นสมาชิกของสถานที่แห่งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนว่าจะมีการวางแผนการทำงานไว้ล่วงหน้าเป็นเวลานานแล้ว คนที่รู้ความลับทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีก็คือสเปนเซอร์ ซึ่งตอนนั้นเขายังคงทำการทดลองเกี่ยวกับ T-Virus อยู่ที่ห้องทดลองในหุบเขาอาร์คเรย์
ทันทีที่เราลงจากเฮลิคอปเตอร์ หัวหน้าห้องแล็บได้ยืนต้อนรับอยู่ที่หน้าลิฟต์อยู่แล้ว ผมจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของเขา ผมรู้แค่ว่าเรา 2 คนถูกดึงตัวให้เข้ามาเป็นผู้ช่วยวิจัยในโครงการผลิต T-Virus ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นความประสงค์ของสเปนเซอร์เองโดยตรง เราเป็นผู้ถูกเลือก
เรา 2 คนไม่ได้สนใจหัวหน้าห้องทดลองแต่อย่างใด ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดคงเป็นการอธิบายให้พวกเราฟังเกี่ยวกับแผนการในโครงงานทั้งหมด รวมถึงความตั้งใจของสเปนเซอร์ ผู้ก่อตั้ง สำหรับเบอร์คินก็ยังเหมือนเดิม คือไม่ได้สนใจใครแต่อย่างใด สำหรับคนอื่นที่เห็นการกระทำของพวกเราก็คงไม่ค่อยชอบขี้หน้าของพวกเรานัก แต่สำหรับหัวหน้าห้องทดลองเขากลับไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด
แน่นอนว่าตอนนั้นเรายังเป็นเด็กมากสำหรับงานระดับนั้น ทางหัวหน้าแล็บก็คงจะรู้ดี และรู้ว่าที่สเปนเซอร์ดึงตัวพวกเรามานั้นมีเหตุผลเบื้องลึกอย่างไร
ในขณะอยู่ที่ลิฟต์ เบอร์คินก็ยังคงสนใจอยู่แต่กับข้อมูลของการทดลอง ซึ่งข้อมูลนั้นเกี่ยวกับไวรัสชนิดใหม่ที่เพิ่งค้นพบในแอฟริกาเมื่อ 2 ปีก่อนมีชื่อว่า " อีโบล่า " ซึ่งแม้แต่ขณะนี้ก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์เป็นพันคนที่ทำการทดลองเกี่ยวกับเชื้อตัวนี้ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือพวกที่หาทางป้องกันและรักษาคนที่ติดเชื้อตัวนี้ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับหาทางพัฒนามันเพื่อใช้เป็นอาวุธสงคราม
เท่าที่ผมรู้ ถ้าใครซักคนติดเชื้อนี้เข้าไปอาจจะมีโอกาสรอดเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งเชื้อตัวนี้มีความสามารถในการทำลายโครงสร้างของมนุษย์ทั้งหมดภายใน 10 วันเท่านั้น แม้แต่ในตอนนี้ก็ยังไม่มีใครค้นพบยารักษา ซึ่งแน่นอนว่าถ้ามันถูกใช้เป็นอาวุธสงคราม มันจะเป็นอาวุธที่ร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
อย่างที่รู้ดีว่าการสร้างอาวุธด้วยเชื้อไวรัส มันผิดกฎหมายและแผนของเราก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ผมเชื่อว่าต้องมีใครซักคนที่กำลังทำการทดลองเกี่ยวกับมันอยู่อย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันจึงเป็นการดีที่พวกเราจะทำการวิจัยเกี่ยวกับเชื้อตัวนี้ก่อนใคร แต่เส้นกั้นระหว่างการสร้างอาวุธและยารักษานั้นมันห่างกันนิดเดียว ดังนั้นอาจจะมีบางคนที่บอกว่าการทำวิจัยยารักษาอยู่แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างอาวุธชีวเคมีไปด้วยในตัว
แต่สำหรับเบอร์คินเขาไม่ได้สนใจข้อมูลเหล่านี้แต่ประการใด เขาต้องการที่จะทำการทดลองทั้งหมดด้วยตัวของเขาเอง ซึ่งยังคงจะต้องใช้เวลาอีกนานในการศึกษาข้อมูล ที่เรารู้ตอนนี้มีเพียงแค่ว่าไวรัสจะตายเองภายใน 1 วันและจะตายทันทีหากโดนแสงแดด อย่างที่สองคือมันจะสามารถฆ่าบุคคลที่มันเข้าไปสิงสู่ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว และสุดท้ายคือมันจะสามารถแพร่ไปสู่คนอื่นได้แค่ด้วยการสัมผัสเท่านั้น
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามันแพร่เข้าสู่มนุษย์ บางทีคนๆนั้นอาจไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แน่นอนว่าในฐานะการเป็นมนุษย์ เขาได้ตายไปแล้ว แต่ในทางสงครามล่ะ เขายังคงเป็นอาวุธชั้นดี ในการแพร่เชื้อตัวนี้ไปสู่คนอื่น นั่นเพียงเพราะในตอนนั้นเค้ายังไม่ได้ตายทันที นั่นอาจจะเป็นเพราะ RNA และ DNA ของไวรัสตัวนี้เข้าไปผสมกับ DNA ของมนุษย์ก็เป็นได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่กำลังทำการวิจัยเชื้อตัวนี้อยู่
อัมเบลล่าภายใต้การนำของสเปนเซอร์ ได้บอกกล่าวแก่ชาวโลกว่าที่นี่เป็นเพียงบริษัทผลิตยารักษาโรคธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันเป็นองค์กรพัฒนาอาวุธทางชีวภาพขนาดใหญ่เลยทีเดียว การทำการทดลองบนเชื้อไวรัสต่างๆนั้นเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาของเรา
ดั้งเดิมแล้วเชื้อไวรัสที่เราทำการพัฒนาเป็นเพียงตัว RNA ที่จะมีผลกระทบต่อผู้ที่ได้รับเชื้อเข้าไปด้วยอาการผิดปกติบางอย่างเท่านั้น
เบอร์คินนั้นให้ความสนใจกับเจ้าอีโบล่าเป็นอย่างมาก เขามีแนวคิดที่จะนำเชื้อไวรัส 2 ตัวมาผสมกันเพื่อสร้างเป็นเชื้อชนิดใหม่ที่มีอานุภาพร้ายแรงกว่าเก่า โดยเจ้าเชื้ออีโบล่านั้นได้ถูกส่งมายังสถานีทดลองแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว เราผ่านลิฟต์หลายชั้นมาก จนสุดท้ายก็ถึงที่หมายจนได้ แต่เมื่อไปถึง แม้แต่เบอร์คินผู้ไม่สนใจใคร ก็ยังต้องหันหน้าขึ้นมามอง เมื่อคนที่ต้อนรับเราอยู่ที่ปลายทางนั้นเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง
แต่เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหญิงสาวคนนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเธอถูกเก็บไว้เป็นความลับไม่ให้แพร่งพรายออกไปข้างนอกทั้งหมด แต่จากบันทึกเรารู้แค่ว่าเธออยู่ที่นั่นตั้งแต่สถานีทดลองได้เริ่มสร้างในระยะแรกๆ ซึ่งตอนที่เราพบเธอนั้นเธออายุ 25 ปีแล้วแต่ชื่อของเธอ และเหตุผลที่เธออยู่ที่นั่นนั้นยังเป็นความลับอยู่
เธอเป็นตัวอย่างในการทดลองสำหรับ T-Virus โดยการทดลองนั้นได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 1967 ภายในเวลา 11 ปีเธอได้ผ่านเชื้อไวรัสมาแล้วนับไม่ถ้วน
ผมได้ยินเบอร์คินกระซิบบอกอะไรซักอย่าง แต่ฟังไม่รู้เรื่อง ตอนนั้นเราได้มาถึงสถานที่ที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีกแล้ว
สำหรับพวกเราตอนนั้นมีทางเลือกเพียงสองทางคือ ทำการทดลองจนสำเร็จหรือไม่ก็มีจุดจบเหมือนผู้หญิงคนนั้น หญิงสาวที่นอนอยู่ในหลอดทดลองมาเป็นเวลา 11 ปีได้ทำให้พวกเราตัดสินใจบางอย่าง...
- 21 กันยายน 1981 -
วันนี้ทางอัมเบลล่าได้รับตัวเด็กสาวอายุ 10 ปีเข้าไปอยู่ในศูนย์วิจัยที่ทวีปแอนตาร์คติกา เธอชื่อ อเล็กเซีย แอชฟอร์ด ในขณะนั้นผมอายุได้ 21 ปี และเบอร์คินก็อายุ 19 แล้ว ซึ่งมันเป็นที่ร่ำลือในหมู่นักวิจัยด้วยกันเกี่ยวกับเด็กสาวคนนี้เป็นอันมากเนื่องจากเรารู้ว่าตระกูลแอชฟอร์ดเป็นตระกูลที่เป็นสมาชิกเก่าแก่ระดับสูงของอัมเบลล่าในอดีต
ทุกครั้งที่มีบางอย่างผิดปกติในการทดลอง จะมีบางคนชอบบ่นว่า " นี่ถ้าเอ็ดเวิร์ดยังมีชีวิตอยู่นะ " ซึ่งมันเป็นความจริงที่ว่าเขาเป็นคนแรกที่เริ่มทำการทดลองเชื้อไวรัส และเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ T-Virus นี่ทั้งหมด แต่หลังจากที่อัมเบลล่าได้ก่อตั้งขึ้น เขาก็ตาย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องราวเมื่อ 13 ปีก่อนหน้านี้ และเราก็ไม่ได้สนใจตระกูลแอชฟอร์ดแต่อย่างใดนับหลังจากนั้น ซึ่งในความเป็นจริงก็คือหลังจากที่เอ็ดเวิร์ดตาย ห้องแล็บที่แอนตาร์คติกาที่มีลูกชายของเขาควบคุมอยู่ก็ไม่ได้ทำอะไรออกมาเลย บางทีหลานสาวของเขา ( อเล็กเซีย ) คนนี้ก็อาจจะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดกับพวกเราเช่นกัน
แต่ในวันหนึ่งคนงานของเราบางคนก็ได้พูดว่า " นี่เพราะอเล็กเซียนะ... " แน่นอนว่ามันทำให้ผมไม่พอใจ เพราะคนงานไร้ค่าเหล่านี้มักตัดสินคนจากสถานะภายนอกเท่านั้น และเพราะการคิดเป็นแบบนี้ทำให้คนพวกนี้ไม่สามารถคิดที่จะทำอะไรออกมาด้วยตัวเองได้เลย อาศัยแต่การชี้แนะจากคนอื่นตลอด แต่ยังไงซะ ผมก็ยังคงได้รับการยกย่องจากคนเหล่านี้อยู่เหมือนเดิม
ถ้าผมมัวแต่ให้เรื่องเหล่านี้อยู่ในหัวผม สงสัยการทำงานก็จะต้องล่าช้าไปแน่นอน ในฐานะที่เป็นหัวหน้านักวิจัย ผมจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้ตลอดเวลา ไม่งั้นก็คงถึงจุดจบอย่างที่รู้กันอยู่ แต่หลังจากนั้น ผมก็คิดบางสิ่งบางอย่างออก ผมสามารถใช้พวกคนงานเก่าๆพวกนี้เป็นทางผ่านในการประสบความสำเร็จของผมได้ พวกคนงานไร้ค่าเหล่านี้จะต้องตายอย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้นจะแปลกอะไร ถ้าเราจะใช้คนพวกนี้เป็นตัวอย่างในการทดลองซะเพื่อเอาชนะคนอื่น ผมจะต้องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวให้เป็นประโยชน์ แต่ปัญหาอยู่ที่เบอร์คิน เนื่องจากเขามีปฏิกิริยาต่ออเล็กเซียมากเกินไป
ถึงแม้เขาจะไม่เคยพูดก็ตาม แต่ในความจริง เขาภูมิใจมากกับการได้เข้าร่วมทดลองด้วยอายุน้อยที่สุดในตอนนั้นคือ 16 ปี แต่ความภาคภูมิใจของเขาก็ได้ถูกทำลายโดยเด็กสาวอายุ 10 ปีคนนี้ทั้งหมด เด็กที่เกิดมาเพื่อเป็นอัจฉริยะโดยเฉพาะ เบอร์คินได้พบการท้าทายครั้งแรกของเขาแล้ว
เขายอมรับไม่ได้ที่จะมีเด็กผู้หญิงอายุเพียง 10 ปีเข้ามาร่วมทำงาน โดยเป็นถึงคนในตระกูลอันสูงส่งที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งอัมเบลล่า และยังไม่เคยได้ทำงานอะไรเลย ที่จริงเหตุผลสำคัญที่สุดคือ เธอยังเป็นเพียงเด็กเท่านั้น แต่สำหรับผม ผมต้องพาเบอร์คินให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้ เพราะเราเริ่มเข้าสู่คำตอบที่เรากำลังค้นคว้าไปเรื่อยๆแล้ว
ในตอนนี้เชื้อไวรัสได้ถูกทดลองในฐานะของการสร้างอาวุธชีวภาพ แต่ผลกระทบของมันไม่สามารถยืนยันการทำงานได้ 100% เนื่องจากคนแต่ละคนจะมี DNA ที่แตกต่างกัน ดังนั้นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคลจึงไม่เหมือนกัน แม้แต่ในคนที่ถูกทดลองที่ร่างกายเข้าสู่สภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ ที่เราเรียกกันว่าซอมบี้นั้น เชื้อไวรัสสามารถทำงานได้เพียง 90% เท่านั้นซึ่งเราเองก็ยังไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ซึ่งที่จริงแล้ว 90% นี่ก็ใช้ในการฆ่าคนได้แล้ว แต่สเปนเซอร์ไม่ได้คิดแค่นี้ เขาต้องการ 100% ของการทำงานในการควบคุมมนุษย์ชีวะ ที่สามารถควบคุมการทำงานได้ทั้งหมด
ในตอนแรกนั้น เชื้อที่เราทำการสร้างอาวุธนั้นมีมูลค่าในการสร้างเพียงนิดเดียว แต่ตอนนี้มันมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ถ้าสเปนเซอร์ต้องการแค่ทำเงิน เขาคงจะไม่ทำเช่นนี้แน่นอน ถ้าเรานำไวรัสที่อยู่ในสถานะขณะนี้ออกขาย เราสามารถทำเงินได้อย่างมากมาย แต่การทดลองยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น ทำไมเขายังคงทำการทดลองเกี่ยวกับมันอยู่ ทั้งๆที่เขากำลังสูญเสียเงินไปเรื่อยๆ ผมเองยังไม่เข้าใจว่าสเปนเซอร์คิดอะไรอยู่ในขณะนี้ กลับมาที่เบอร์คิน ตอนนี้เขาได้สร้างอาวุธชีวภาพชนิดใหม่ขึ้นมาแล้ว เราเรียกมันว่า " ฮันเตอร์ " ซึ่งมีอานุภาพในการโจมตีสูงเลยทีเดียว แต่เราต้องหยุดการทดลองไว้แค่นี้ก่อน
เพื่อที่จะเอาชนะอเล็กเซียอย่างสมบูรณ์แบบ เบอร์คินเริ่มทำอะไรบางอย่างที่แปลกไป เขากินนอนอยู่ในห้องทดลองตลอด 24 ชม. และทำการทดลองหลายๆอย่างที่ไม่ได้วางแผนร่วมกันไว้
ผมยังคงเก็บข้อมูลการทดลองอื่นๆจากนักวิจัยคนอื่นได้เรื่อยๆ และเราต้องรีบทำให้สำเร็จก่อนตัวอย่างการทดลองจะตายก่อน แต่ความคืบหน้าในการทดลองส่วนตัวของเบอร์คินนั้นไปเร็วเกินกว่าที่พวกเราได้คาดคิดไว้นัก ภายในไม่ช้าตัวอย่างการทดลองจะต้องตายอย่างแน่นอน และเราคิดว่าสเปนเซอร์จะต้องหาตัวอย่างการทดลองรายใหม่มาให้เรา แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เธอยังคงมีชีวิตอยู่ เธออายุ 28 ปีแล้ว ขณะนี้เธอได้อยู่ในห้องทดลองของเรา 14 ปี ในเวลา 14 ปีนั้นเชื้อไวรัสน่าที่จะทำลายทุกส่วนของเธอไปแล้ว สำหรับความตายคงจะเป็นสิ่งที่เธอต้องการเป็นอย่างมาก แต่เธอก็ยังคงมีชีวิตอยู่แม้ในขณะนี้ เธอสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยังไงนานขนาดนี้ ? ทั้งๆที่ข้อมูลของเธอก็เหมือนกับตัวอย่างการทดลองรายอื่น แต่ทำไมเธอถึงยังมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าใคร ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นความลับ
- เสาร์ที่ 13 ธันวาคม 1983 -
เป็นหน้าหนาวครั้งที่ 6 แล้วที่ผมได้เข้ามาทำงานที่ศูนย์วิจัยอาร์คเรย์แห่งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราไม่มีผลงานหรือความคืบหน้าใดๆจากการวิจัยของเราเลย แต่ตอนนี้มันได้มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว เราได้ยินข่าวมาว่าอเล็กเซียเสียชีวิตแล้ว อันเนื่องมาจากสาเหตุของไวรัส T-Veronica ที่เธอได้ทำการวิจัยอยู่ ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะหนักเกินไปสำหรับเด็กสาวอายุเพียง 12 ปีอย่างเธอที่จะมาทำงานวิจัยที่มีอันตรายและความเสี่ยงสูงเช่นนี้
เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับการทดลองเชื้อไวรัสโดยใช้ตัวเองเป็นตัวอย่างทดลองของอเล็กเซีย ซึ่งมันไม่น่าเชื่อซักเท่าไหร่นัก รึบางทีเธออาจจะยอมรับไม่ได้กับการที่พ่อของเธอต้องตายในการทดลองเมื่อปีก่อน
หลังจากที่พ่อของเธอตาย อเล็กเซียและพี่ชายฝาแฝดของเธอก็เข้าดูแลศูนย์วิจัยที่แอนตาร์คติกาต่อ แต่ไม่มีใครคาดหวังผลงานใดๆจากพวกเขา และก็เป็นดังที่คิด 2 พี่น้องแอชฟอร์ดก็ไม่ได้ให้อะไรเพิ่มเติมแก่พวกเราอีกเลย อย่างที่พูดไว้ตั้งแต่ต้น ตระกูลแอชฟอร์ดเป็นเพียงตำนาน และก็จะเป็นอย่างนั้นอยู่ต่อไป จากข่าวการตายของอเล็กเซียทำให้เบอร์คินเปลี่ยนไป หรือจะพูดได้ว่ากลับมาเป็นเหมือนเดิมนั่นเอง แต่ว่าตอนนี้ไม่มีใครแซงหน้าเขาได้ ทุกคนต้องยอมรับเขา แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ควรพูดเรื่องของอเล็กเซียต่อหน้าเขา
แม้กระทั่งตอนที่ผมพยายามที่จะเอาตัวอย่างของ T-Veronica มา เบอร์คินกลับไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ดังนั้นผมเองคงต้องหยุดเรื่องการหาข้อมูลของงานวิจัยที่อเล็กเซียได้ทำไว้ก่อนหน้านี้ก่อน แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเบอร์คินก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แม้ว่าสิ่งรอบตัวเขาจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตามที แต่จริงๆแล้วมันมีปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น
ศูนย์วิจัยของเราตั้งอยู่ในใจกลางป่าลึกของหุบเขาอาร์คเรย์ที่ล้อมรอบเมืองแร๊คคูนซิตี้อยู่ ผมออกไปเดินเล่นรอบๆแนวป่าประจำ แต่ก็ไม่มีวี่แววที่จะพบมนุษย์คนอื่นแต่อย่างใด อาจจะเพราะมันอยู่ลึกเกินไปนั่นเอง ทางเดียวที่จะเข้ามายังที่นี่ได้ก็คือทางเฮลิคอปเตอร์
มันมีข้อควรระวังสำหรับอาวุธชีวเคมี ซึ่งยังมีโอกาสเป็นไปได้ที่เชื้อจะแพร่ออกไปจากศูนย์ ที่จริงมันสามารถป้องกันได้ แต่ยังไงซะ สำหรับการป้องกันอาวุธชีวเคมีมันไม่ใช่เรื่องง่าย และมันเองยังสามารถแพร่เข้าสู่สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์อีกด้วย
สำหรับไวรัสทุกชนิด ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามันจะมีผลกระทบเฉพาะกับสิ่งมีชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ไวรัสอินฟลูเอนซ่า มันไม่ได้มีผลกระทบต่อมนุษย์อย่างเดียว แม้กระทั่งนก หมู ม้า หรือแม้กระทั่งแมวน้ำ และแม้กระทั่งในสปีชี่ส์เดียวกัน ก็เป็นรายเฉพาะๆไปเท่านั้นที่จะมีผลกระทบโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น นกนางนวล กับ ไก่ แต่หากนกชนิดอื่นกลับไม่เป็นอะไร
และแม้แต่เชื้อตัวเดียวกันก็สร้างผลกระทบที่แตกต่างกันไปในแต่ละสิ่งมีชีวิตซึ่งปัญหาก็คือเชื้อ T-Virus มันจะสร้างผลกระทบแบบไหนในสิ่งมีชีวิตที่ต่างกัน
ในระหว่างที่เบอร์คินยังคงไร้ประโยชน์ ผมได้ทำการวิจัยเชื้อ T-Virus ด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้พบว่าเชื้อตัวนี้สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตข้างนอก ไม่ใช่แค่กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้น แต่ พืช แมลง และปลาก็สามารถรับเชื้อได้เช่นกัน
ทุกครั้งที่ผมเดินเข้าไปในป่า ผมก็จะคิดทุกครั้งว่าทำไมสเปนเซอร์จึงเลือกที่แห่งนี้เป็นศูนย์วิจัย
มีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดในป่าแห่งนี้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเชื้อไวรัสถูกแพร่ออกไป หรือแม้กระทั่งถ้าแมลงตัวเล็กๆได้รับเชื้อไป มันคงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงสำหรับมัน แต่ในฐานะตัวแพร่เชื้อล่ะ การแพร่กระจายของไวรัสคงเป็นไปในอัตราที่สูงจนไม่สามารถควบคุมได้อย่างแน่นอน รึแม้แต่ต้นไม้ที่ได้รับเชื้อ ตัวมันเองไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ก็คงดูจะปลอดภัยดี แต่กับเมล็ดที่มันผลิตออกมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น
มันดูอันตรายเกินไปถ้าที่กล่าวมาเกิดขึ้นจริง ซึ่งเมื่อคิดถึงการที่ตระกูลแอชฟอร์ดไปตั้งที่ศูนย์วิจัยที่แอนตาร์คติกาถือว่าเป็นการฉลาดมาก แต่สำหรับที่นี่ดูเหมือนว่าใครจงใจที่จะให้เชื้อแพร่ออกไป แต่มันคงเป็นไปไม่ได้
สเปนเซอร์กำลังให้พวกเราทำอะไรกันแน่ ?
ถึงแม้จะดูเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น แต่ก็ยังคงพูดเรื่องนี้กับคนอื่นไม่ได้อยู่ดี คนๆเดียวที่ผมจะคุยด้วยได้คือเบอร์คิน แต่เขาคงไม่สนใจซักเท่าไหร่ " ผมต้องการข้อมูลที่มากกว่านี้ "
ผมเริ่มตระหนักถึงขีดจำกัดของตัวเองในฐานะที่เป็นแค่นักวิจัยธรรมดาๆคนหนึ่ง เพื่อที่จะให้ได้รู้ว่าสเปนเซอร์คิดอะไรอยู่ ผมต้องอยู่ในที่ๆจะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่านี้ เพื่อที่จะทำอย่างนั้น ผมต้องทิ้งที่ๆอยู่ตรงนี้ไป แต่คงทำในทันทีไม่ได้ ผมคงให้สเปนเซอร์รู้ถึงเรื่องที่ผมจะทำไม่ได้ ไม่งั้นทุกอย่างก็จบ ในระหว่างนั้นหญิงสาวที่เป็นตัวอย่างทดลองของเราก็ถูกลืม ข้อผิดพลาดที่ยังคงอยู่...
จนกระทั่ง 5 ปีถัดมา...
- ฤดูร้อนปี 1988 -
เป็นซัมเมอร์ปีที่ 11 แล้วที่ผมเข้ามาทำงานที่นี่ ตอนนี้ผมอายุ 28 แล้ว เบอร์คินเองก็กลายเป็นพ่อของลูกสาววัย 2 ขวบไปแล้ว สำหรับภรรยาของเขาก็เป็นนักวิจัยที่อยู่ในที่แห่งนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งมันก็เป็นธรรมดาที่จะมีความสัมพันธ์กับคนที่อยู่ในที่ๆแห่งเดียวกันนานๆ
แต่คนทั่วไปคงทนอยู่กับที่แบบนี้นานไม่ได้แน่นอน ทุกคนที่ยังอยู่ที่นี่คงจะบ้าไปแล้ว ตอนนี้เรามาถึงช่วงที่ 3 ของการทดลองแล้ว ภายใน 10 ปีที่ผ่านมาเราได้มาถึงขั้นตอนของการสร้างอาวุธที่สามารถสั่งและควบคุมได้ อาวุธที่สามารถนำไปใช้ในสงครามได้ที่เราเรียกมันว่า " Tyrant "
แต่โปรเจคท์นี้กลับมีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น การนำคนมาเป็นตัวอย่างทดลองของ Tyrant ดูจะยากและน้อยเต็มที มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถรับเชื้อและเหมาะสมพอที่จะถูกทำให้เป็น Tyrant
อาจจะเพราะธรรมชาติของตัวเชื้อ T-Virus มนุษย์ทุกคนสามารถทำให้กลายเป็นซอมบี้หรือฮันเตอร์ได้ ซึ่งในกระบวนการนี้ความสามารถและความฉลาดของคนเหล่านี้จะน้อยลงไปเรื่อยๆ ( โดยเฉพาะในซอมบี้ที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย )
ความฉลาดที่เพียงพอเท่านั้นที่คนๆนั้นจะกลายเป็น Tyrant ได้ สำหรับเบอร์คินที่พยายามจะทำการทดลองในรูปแบบอื่นก็พบปัญหาแบบเดียวกัน คนที่จะมาเป็น Tyrant ได้นั้นอาจจะน้อยมากถึงขนาด 1 ใน 100 ล้านเลยก็เป็นได้ ส่วนที่เหลือก็จะกลายเป็นซอมบี้ไปทั้งหมด
ถ้าเรายังคงทำการทดลองต่อไป เราอาจจะสามารถสร้างเชื้อที่มีโครงสร้างที่แตกต่างออกไปจนสามารถเข้ากันได้กับมนุษย์ที่เรานำมาทดลอง แต่ถ้ามันเป็นจริงได้ เราต้องตัวอย่างทดลองรายอื่น แต่ถ้าเราทำการทดลองกับคนทั้งอเมริกา เราอาจจะพบคนที่เหมาะสมเพียง 10 คนหรือน้อยกว่านั้นก็เป็นได้
ศูนย์วิจัยแห่งอื่นก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน เราพบทางตันตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว
แต่เราได้รับข่าวมาว่าศูนย์ในยุโรปสามารถผ่านปัญหาจุดนี้ไปได้แล้ว ซึ่งมันถูกเรียกว่า " Nemesis Project "
ผมได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ที่จะนำตัวอย่างของ Nemesis Project ที่ยุโรปมาเพื่อเพิ่มความก้าวหน้าแก่งานของพวกเรา แม้แต่กับเบอร์คินก็ตาม จนกระทั่งเราพบกับพาหะของเชื้อที่เหมาะสมเพียงพอ
ไม่กี่วันต่อมาเราก็ได้รับพัสดุส่งตรงมาจากยุโรป ซึ่งกล่องถูกตั้งไว้ที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ โดยข้างกล่องเขียนไว้ว่า " Nemesis Project "
เพื่อที่จะได้ตัวอย่างนี้มาเราต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเนื่องจากสเปนเซอร์ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่
เบอร์คินแทบจะไม่ให้ความสนใจตัวอย่างชุดนี้เลย แต่สุดท้ายอย่างน้อยที่สุดเขาก็ยอมรับที่จะทำการทดลองกับมัน สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วย DNA ที่สามารถควบคุมได้ นั่นคือ Nemesis แต่มันสามารถสั่งงานได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ว่าพลังในการต่อสู้นั้นเหลือคณานับ
ตัวพาหะและปรสิตจะถูกแยกสร้าง แต่จะเอามารวมกันในท้ายที่สุดเพื่อที่จะสร้างอาวุธชีวเคมี ถ้ามันสำเร็จ เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสมองของตัวพาหะ แต่ปัญหามันเกิดเมื่อปรสิตสามารถควบคุมตัวพาหะได้ทั้งหมด เราก็ไม่สามารถควบคุมอาวุธชีวะตัวนี้ได้
ในข้อมูลของการวิจัยแทบทั้งหมดเป็นข้อมูลของตัวพาหะที่เสียชีวิตอันเนื่องมาจากตัวปรสิตเข้าควบคุมได้เหนือกว่า ภายในเวลาเพียง 5 นาที ถ้าตัวพาหะถูกควบคุมโดยตัวปรสิต เขาก็จะเสียชีวิตทันที แต่ถ้าตัวพาหะสามารถควบคุมตัวเองเหนือตัวปรสิตได้ งานของเราก็สำเร็จ เราอาจจะยกเครดิตให้กับ Nemesis Project ซึ่งตัวพาหะล่าสุดที่เราเลือกคือผู้หญิงคนที่เป็นตัวอย่างทดลองของเรามาเป็นเวลานาน เพราะเธอมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เธอสามารถมีชีวิตอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้แม้ว่าจะได้รับเชื้อหลายชนิดจากการทดลองอย่างมากมายของพวกเรา
การทดลองกับเธอก็สร้างผลที่เราคาดไม่ถึง เมื่อเชื้อ Nemesis ที่พยายามจะเข้าสู่สมองของเธอได้หายไป ซึ่งเราเองก็บอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยังไงก็ตามเราก็ยังหวังให้เธอกลายเป็น Nemesis อยู่ดี
นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของการทดลอง เราตัดสินใจที่จะทำการทดลองกับเธอต่อไป
ในช่วงเวลา 10 ปีที่เราได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของเธอ เราก็ได้ข้อสรุปที่จะทิ้งข้อมูลการทดลองเก่าทั้งหมด เพราะในเวลา 21 ปีที่เธอได้รับเชื้อทุกอย่างที่เราใส่ไปรวมถึง Nemesis บางสิ่งบางอย่างก็ได้ปรากฏขึ้น แม้แต่เบอร์คินเองก็ได้สังเกตข้อเปลี่ยนนี้เช่นกัน มีบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเธอ แต่มันแตกต่างไปอย่างมากเมื่อเทียบกับ T-Virus Project และมันก็ได้ให้ไอเดียใหม่แก่พวกเรา Project ของพวกเราได้เปลี่ยนเป็น " G-Virus Project "
หลังจากนั้น 7 ปีต่อมา...
- 31 กรกฎาคม 1995 -
ช่วงซัมเมอร์อีกครั้งสำหรับที่นี่และเป็นปีที่ 17 นับตั้งแต่ผมเข้ามาแล้ว ทุกครั้งที่ผมเข้าไปที่นั่น ผมยังคงได้กลิ่นอายของวันนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่สิ่งก่อสร้าง
ผมเห็นเบอร์คินที่ยืนพร้อมอยู่แล้วที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ หลังจากที่ไม้ได้เจอกันนานเนื่องจากผมออกจากที่นี่ไปเมื่อ 4 ปีก่อน
ในตอนนั้น Project การค้นคว้า G-Virus ของเบอร์คินได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ผมจึงตัดสินใจที่จะขอเขากลับไปที่ทำงานแห่งนั้นอีกครั้ง ตอนนี้ผมจำเป็นต้องแสดงให้เหมือนกับว่า ผมเป็นเพียงอดีตนักวิจัยที่ตัดสินใจออกจากการทำงานที่นั่นเพื่อทำงานอื่น แล้วกลับมาที่นี่อีกครั้ง
แต่ในที่สุด โครงการพัฒนา G-Virus ได้ทำให้ผมตระหนักถึงขีดจำกัดในฐานะนักวิจัยได้เป็นอย่างดี แม้ว่าผมเองจะไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องรู้ถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสเปนเซอร์ แต่ทว่าในตอนนี้ ผมคงไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่วิจัยเชื้อไวรัสอีกต่อไปแล้ว
ลึกลงไปในศูนย์วิจัยข้างใต้นั้น เบอร์คินยังคงไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวนอกจากแผ่นกระดาษงานวิเคราะห์การทดลองในมือของเขาเท่านั้น เขายังคงไปที่ศูนย์วิจัยอาร์คเรย์อย่างเป็นปกติ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำการทดลองอยู่ที่นั่นอีกแล้วก็ตาม
ก่อนหน้านี้ซักพักแล้ว ที่เบอร์คินได้ย้ายไปทำงานต่อที่ศูนย์วิจัยใหม่ขนาดใหญ่ใต้ดินเมืองแร๊คคูนซิตี้ ซึ่งมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือการพัฒนาเชื้อ G-Virus เมื่อ 4 ปีก่อนนั้น ผมเองคิดในใจว่าสเปนเซอร์ไม่น่าที่จะอนุมัติโครงการพัฒนา G-Virus เลย เนื่องจากมันเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ และเป้าหมายของมันก็แตกต่างไปจากที่เขาต้องการไว้แต่แรกอยู่แล้ว
ความแตกต่างระหว่าง G-Virus กับ T-Virus ก็คือ เนื้อเยื่อที่ได้รับผลกระทบจาก G-Virus นั้นจะสามารถพัฒนาตัวมันเองต่อได้ เพราะตัวเชื้อไวรัสอยู่ในรูปแบบของยีนส์ที่ไม่ได้ป้องกันอะไรไว้ ทำให้มันสามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา ดังนั้นแม้มันจะไม่ถูกฉีดให้กับร่างทดลอง ตัวเชื้อเองก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
สำหรับยีนส์ในร่างกายมนุษย์นั้นค่อนข้างยากที่จะพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงตัวเอง แม้ว่ามันจะถูกนำมาผสมกับเชื้อไวรัสก็ตามที แต่ทว่าเนื้อเยื่อที่โดนเชื้อ G-Virus นั้นกลับพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่ทว่า T-Virus กลับไม่มีคุณสมบัตินี้เลยในกรณีที่เราฉีดเชื้อเข้าไปในตัวพาหะชนิดต่างๆ เราสามารถเก็บข้อมูลการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ภายในนั้นได้ตลอด แต่ T-Virus กลับไม่เป็นเช่นนั้น มันจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นจากภายนอกเสียก่อน และผลลัพธ์ก็ออกมาใกล้เคียงกับที่เราคาดการณ์กันเอาไว้
แต่ผลกระทบจาก G-Virus นั้นเราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลย ไม่มีใครจะล่วงรู้ได้ว่าการรวมตัวระหว่างเชื้อกับยีนส์ของมนุษย์นั้น ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นใด และไม่ว่าจะพยายามหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงยังไง ผลที่ได้ออกมาคือการขยายตัวและกลายพันธุ์อย่างไร้ขอบเขต โดยไม่มีประโยชน์อะไรเลย
เมื่อ 7 ปีก่อน เบอร์คินได้ค้นพบเชื้อตัวนี้ในร่างทดลองของหญิงสาวผู้หนึ่ง ดูจากภายนอกแล้วเธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่ภายในร่างกายของเธอกลับมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยการรวมตัวกันของเชื้อที่เธอได้รับเข้าไป ทำให้เธอยังคงมีชีวิตรอดอยู่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลังจาก 21 ปีที่ร่างของเธอถูกใช้ทดลองอย่างเต็มพิกัด ตอนนี้เธอเหือนกับแหล่งรวมไวรัสที่ยังคงมีชีวิตอยู่
แต่โครงการพัฒนา G-Virus ก็พยายามที่จะควบคุมสิ่งผิดปกติเหล่านี้ให้ได้ แล้วสุดท้ายโครงการนี้จะสร้างสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ขึ้นมา หรือจะเป็นเพียงแค่การทำลายกันแน่ ? เราจะเรียกของเหล่านี้ว่าเป็นอาวุธได้เหรอ ? อะไรที่ทำให้สเปนเซอร์อนุมัติโครงการเหล่านี้ ?
แม้ผมจะอยู่ในแผนกข้อมูลตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่ผมก็ยังไม่ล่วงรู้ถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสเปนเซอร์ได้เลย และตอนนี้สเปนเซอร์เองก็ไม่ได้มาศูนย์วิจัยอาร์คเรย์อีกแล้วด้วย มันดูราวกับว่าสเปนเซอร์จะรู้ดีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ตอนนี้ภาพของสเปนเซอร์ได้หายไปจากสมองของผมแล้ว
แต่อย่างไรก็ดี บางอย่างมันจะต้องเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาของมัน... ถ้าผมรอดชีวิตถึงตอนนั้นนะ ลิฟต์พาผมและเบอร์คินมาถึงยังชั้นที่มีความปลอดภัยสูงสุด มายังที่ๆเราพบเธอเป็นครั้งแรก นักวิจัยคนใหม่ จอห์น ผู้ที่มาแทนที่เบอร์คินในศูนย์วิจัยอาร์คเรย์แห่งนี้ได้ยืนรอเราอยู่ก่อนแล้ว
จอห์นได้ย้ายมาจากศูนย์วิจัยในชิคาโก้ โดยได้รับขนานนามว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ แต่ดูเหมือนว่าเขายังธรรมดาเกินไปสำหรับการมาทำงานที่นี่ เขาสงสัยถึงความผิดปกติของงานวิจัยในนี้ และรายงานไปยังเบื้องบน ซึ่งดูเหมือนว่าจะสร้างความเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี แม้แต่ในหน่วยข่าวกรองของเราเช่นเดียวกัน
ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า หากมีข้อมูลใดๆเล็ดลอดออกไปจากที่นี่ คงจะเป็นฝีมือของจอห์นอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ดีพวกเราไม่ได้สนใจจอห์นมากนัก และพร้อมที่จะทำการดูแลเธอเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อที่จะนำไปฆ่าทิ้ง
เธอเริ่มที่จะมีสติปัญญามากขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ได้รับเชื้อ Nemesis เข้าไป แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรนอกเหนือไปกว่าพฤติกรรมที่ดูจะแปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ
พฤติกรรมแปลกๆที่แสดงออกให้เห็นมากขึ้นทุกวัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอได้ดึงเอาใบหน้าของหญิงสาวคนอื่นมาแปะไว้บนใบหน้าของเธอเอง แต่จากข้อมูลที่เราเก็บมาตลอดพบว่าเธอทำแบบนี้มาตั้งแต่ได้รับเชื้อเป็นครั้งแรกแล้ว เราเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าอะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดพฤติกรรมแบบนี้ขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ได้ตัดสินใจที่จะกำจัดเธอทิ้งซะ หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ 3 คนกลายเป็นเหยื่อในครั้งนี้
ตอนนี้การศึกษา G-Virus กำลังไปได้สวย และเธอเองก็หมดประโยชน์แล้ว การกำจัดเธอถูกควบคุมอยู่ตลอดเวลา และดูเหมือนว่าร่างของเธอจะถูกนำไปเก็บไว้ที่ไหนซักแห่งตามคำสั่งของผู้จัดการศูนย์วิจัย
แม้แต่ตอนนี้ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าเธอคือใคร และทำไมเธอจึงถูกนำมาที่นี่ แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่มีเธอ โครงการพัฒนาเชื้อ G-Virus คงจะไม่มีทางเกิดขึ้นเป็นแน่ และผมกับเบอร์คินก็คงจะอยู่ในฐานะที่แตกต่างออกไป ผมได้ออกไปจากศูนย์วิจัยอาร์คเรย์พร้อมกับนึกในใจว่า " สเปนเซอร์กำลังคิดไปไกลแค่ไหนกันแน่ "
( เหตุการณ์ในภาค 0 , 1 , 2 , 3 และภาค Veronica เกิดขึ้นหลังจากนี้ถัดไป 3 ปี )
***ร่างทดลองหญิงสาวที่เวสเกอร์พูดถึงคือ ลิซ่า เทรเวอร์ ลูกสาวของ จอร์จ เทรเวอร์ สถาปนิกผู้ก่อสร้างคฤหาสน์สเปนเซอร์ที่ถูกจับตัวมาทดลองเมื่อ 21 ปีก่อน และปรากฏตัวใน Biohazard ภาค Remake ที่ลงเครื่อง Gamecube ครับ*** 07 septiembre Wesker's Report I***บทความนี้คัดมาจากหนังสือ Mega Month เล่มที่คุณเรย์ทำบทสรุปเกมส์ Biohazard 0 นะครับ***
- ผมชื่อ อัลเบิร์ต เวสเกอร์ -
ผมปรารถนาที่จะเข้ามาเป็นนักวิจัยในบริษัทอัมเบลล่าซึ่งเป็นบริษัทที่ค้นคว้าเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพ ซึ่งเรารู้จักกันดีในนามของ B.O.W. เพื่อที่จะทำการพัฒนา แต่ที่ศูนย์วิจัยอีกแห่งที่ตั้งอยู่ในเมืองแร๊คคูนซิตี้ ผมได้พบกับอัจฉริยะอีกคนนึง เขาก็คือ วิลเลี่ยม เบอร์คิน
ในเวลาเดียวกันนั้นผมเองได้เปลี่ยนฐานะตนเองมาสู่หนึ่งในสมาชิกของหน่วย S.T.A.R.S. ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษของสถานีตำรวจประจำเมืองแร๊คคูนซิตี้ ที่จะคอยควบคุมการทำงานของตำรวจในเมือง เพื่อไม่ให้แพร่งพรายเกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยที่ผิดกฎหมายของอัมเบลล่าซึ่งในสถานีตำรวจก็มีสายของเราอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ผมเข้ามาเป็นหัวหน้าของหน่วย S.T.A.R.S. และรวบรวมข้อมูลการค้นคว้าวิจัยทั้งหมดของอัมเบลล่าไว้ตลอดเวลา เพื่อที่จะนำไปใช้แผนการที่วางเอาไว้ ตอนนี้เหลือเพียงแค่รอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง
- และแล้ว...วันนั้นก็มาถึง , วันที่ 24 กรกฎาคม 1998 -
เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมปริศนาขึ้นในป่าแร๊คคูน ซึ่งอยู่ใกล้ๆกันกับคฤหาสน์ที่ตั้งอยู่ในใจกลางป่าลึก คฤหาสน์หลังนั้นเป็นที่ตั้งของศูนย์ทดลองลับของอัมเบลล่า ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าสาเหตุของการฆาตกรรมทั้งหมด เชื้อ T-Virus ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
ทันทีที่เรื่องแดงขึ้นมา ทางอัมเบลล่าได้สั่งให้ผมคอยจัดการไม่ให้หน่วย S.T.A.R.S. เข้ามาจุ้นจ้านกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ แต่ความหวาดหวั่นของประชากรในเมือง ได้บังคับให้พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปสืบหาความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งนั่นทำให้มีคำสั่งใหม่ออกมาจากทางอัมเบลล่าทันที นั่นคือส่งหน่วย S.T.A.R.S. ทั้งหมดเข้าไปยในคฤหาสน์ แล้วก็กำจัดทิ้งซะ จากนั้นส่งรายงานสถานการณ์ทั้งหมดไปที่ศูนย์ใหญ่เกี่ยวกับข้อมูลการต่อสู้ของพวกเขากับสัตว์ทดลองของอัมเบลล่า เพื่อที่จะนำข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้มาใช้ในการวิจัยสัตว์ทดลองตัวใหม่ๆต่อไป
จากหน่วย S.T.A.R.S. ทั้ง 2 ทีม ผมได้ตั้งความหวังไว้กับ Bravo Team และส่งพวกเขาไปก่อน และแล้วพวกเขาก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง ข้อมูลในการต่อสู้นั้นมีประโยชน์ต่อเรามาก หลังจากนั้นผมจึงเร่งให้ Alpha Team ตามไปทันทีโดยอ้างเหตุผลว่า " เพื่อต้องการค้นหาและช่วยเหลือ Bravo Team ที่หายสาบสูญไป ข้อมูลการต่อสู้ของ Alpha Team เองก็มีประโยชน์เช่นเดียวกัน
มีผู้รอดชีวิตทั้งหมด 5 คนจากหน่วย S.T.A.R.S. ทั้งหมด 11 คน โดยเป็นคนจาก Alpha Team ได้แก่ คริส เรดฟิลด์ , จิล วาเลนไทน์ , แบรี่ เบอร์ตัน และ แบรด วิคเกอร์ส และจาก Bravo Team ได้แก่ รีเบคก้า เชมเบอร์ส
นี่คงเป็นเวลาที่ผมจะได้เริ่มแผนที่ได้วางไว้จริงๆซะที ขั้นแรกก็คือรวบรวมข้อมูลค้นคว้าวิจัยของอัมเบลล่าทั้งหมดรวมถึงอาวุธชีวภาพอย่าง Tyrant จากนั้นก็ไปเข้าร่วมกับบริษัทคู่แข่งของอัมเบลล่า แต่การที่จะเข้าไปยังบริษัทนั้นได้ ผมจะต้องมีข้อมูลการต่อสู้ของ Tyrant ด้วย
สมาชิกของหน่วย S.T.A.R.S. มีความสามารถสูงมาก และเหมาะที่จะเป็นตัวอย่างการเก็บข้อมูลการต่อสู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทางเดียวที่จะให้พวกเขาตามไปติดกับนั้น ผมจะต้องมีหนอนบ่อนไส้อีกคนไว้ในทีม นั่นก็คือ แบรี่
สาเหตุที่ผมเลือกแบรี่ เนื่องจากเขาเป็นคนที่มีความแข็งแกร่งและรักครอบครัวมากกว่าสิ่งใด ซึ่งคนแบบนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะแบล็คเมล์ได้ ผมแค่ลักพาตัวครอบครัวเขาไปแล้วขู่ว่าจะฆ่าทิ้งหากไม่ทำตามซะก็สิ้นเรื่อง น่าเสียดายสำหรับ คริส และ จิล ที่ผมคาดการณ์ไว้เช่นเดียวกับในตอนแรก แต่ทว่าตอนนี้แค่แบรี่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้แผนการบรรลุผลได้
- แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นไปดังที่คาด -
ผมจำเป็นต้องกำจัดเอนริโก้ทิ้งซะ เนื่องจากเขาค้นพบเบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด ผมจึงสั่งให้แบรี่เป็นคนไปยิงเขาทิ้ง จากนั้นก็เพียงแค่รอให้แบรี่ล่อคนอื่นในหน่วย S.T.A.R.S. เข้ามายังห้อง Tyrant เท่านั้น ผมฉีดเชื้อไวรัสที่เบอร์คินให้มาเข้ากับตัวเอง เพราะถ้าผมทำให้อัมเบลล่าเชื่อได้ว่าผมเสียชีวิตแล้ว มันจะเป็นการสะดวกกว่าที่ผมจะขายตัวเองให้กับบริษัทอื่น จากที่เบอร์คินได้บอกมา ผมจำเป็นต้องอยู่ในสภาพที่เสียชีวิตก่อนเพื่อที่จะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งด้วยพลังของเชื้อไวรัส และทำให้ผมมีพลังมากกว่ามนุษย์ธรรมดา ดังนั้นผมจึงให้ Tyrant ออกมาและฆ่าผมทิ้งซะ
ก่อนที่ผมจะสิ้นสติไป ผมมั่นใจว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามแผนการที่วางไว้เป็นอย่างดี
แต่ไม่น่าเชื่อว่าหน่วย S.T.A.R.S. จะสามารถกำจัด Tyrant ลงได้ อาวุธอย่าง Tyrant ที่จะใช้ขายให้บริษัทใหม่ก็ถูกทำลายลง แผนการพังพินาศ ตอนนี้ใครก็ตามที่มาขัดขวางแผนการของผมทั้งหมดจะต้องถูกกำจัดทิ้ง ผมวางแผนนี้ไว้นานมาก แต่เมื่อมันจบแบบนี้ สมาชิก S.T.A.R.S. ทั้งหมดจะต้องชดใช้
- กันยายน -
หลังจากเหตุการณ์ในคฤหาสน์ผ่านไป 2 เดือน ผมได้พยายามที่จะเก็บข้อมูลใหม่ทั้งหมดโดยการร่วมมือกับ เอด้า หว่อง หญิงสาวที่ถูกส่งมาจากอีกบริษัทเพื่อที่จะเข้ามาแทรกซึมในอัมเบลล่า ผมรู้ดีว่ากุญแจสำคัญของผมตอนนี้คือวิลเลี่ยม เบอร์คิน แต่เขาไม่รู้ว่าอัมเบลล่าไม่เคยเล่นเกมกับใคร ทันทีทันใดเชื้อ G-Virus พัฒนาเสร็จ เบอร์คินจะถูกฆ่าทิ้ง และเชื้อจะตกไปอยู่ในมือของอัมเบลล่าทันที
แต่ทว่าหน่วย HUNK ของอัมเบลล่าไปถึงก่อนเรา ทันทีที่พวกเขาพบเบอร์คิน เขาก็ได้ฉีดเชื้อเข้าร่างกายตนเองจนกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตทดลอง และกำจัดพวก HUNK ทิ้ง
โชคร้ายที่จากการต่อสู้นั้นทำให้เชื้อไวรัสรั่วไหลออกไปโดยมีหนูเป็นพาหะ และเชื้อได้แพร่กระจายไปทั่วเมือง ตอนนี้อัมเบลล่าเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันแล้วเช่นเดียวกัน
- วันที่ 28 กันยายน 1998 -
ประชากรในเมืองกลายเป็นซอมบี้ และเมืองทั้งเมืองก็ถึงจุดจบ เพราะไม่มีมนุษย์หน้าไหนสามารถต่อกรกับซอมบี้จำนวนมากขนาดนั้นได้
ในเวลาเดียวกัน อัมเบลล่าที่ยุโรปก็ได้ส่งอาวุธชีวภาพตัวใหม่ที่มีชื่อว่า " Nemesis " ลงมายังเมืองเพื่อที่จะกำจัดสมาชิกหน่วย S.T.A.R.S. ทั้งหมดที่ยังมีชีวิตเหลือรอดอยู่ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าองค์กรของเราก็ต้องการข้อมูลของ Nemesis ด้วยเช่นกัน
- วันที่ 29 กันยายน 1998 -
เพื่อที่จะปิดทุกอย่างไว้ อัมเบลล่าได้ส่ง Tyrant มาเพื่อกำจัดลีออน และ แคลร์ 2 ผู้ที่พยายามจะสืบค้นเบื้องหลังของเหตุการณ์ทั้งหมด หลังจากนั้น เราทราบมาว่าเบอร์คินได้ซ่อนเชื้อ G-Virus ไว้ในจี้ห้อยคอของลูกสาวของเขาชื่อเชอรี่ ในระหว่างที่อัมเบลล่ากำลังวุ่นอยู่กับการจัดการเหตุการณ์ทั้งหมดเราต้องได้ตัวเชอรี่มาก่อนพวกเขา ผมจึงได้ส่งเอด้าเข้าไปตามหาที่อยู่ของเชอรี่ ส่วนผมซึ่งเป็น " ชายที่ตายไปแล้ว " จำเป็นจะต้องทำงานอยู่เบื้องหลังแทน
การทำงานของสปายให้เหมือนกับเครื่องจักรกล โดยที่ไม่มีความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาแทรกนั้นเป็นเรื่องยาก และแล้วสิ่งที่ผมกังวลไว้ก็เป็นจริง เมื่อเอด้าตกหลุมรักลีออน ทำให้แผนการทั้งหมดผิดพลาด และด้วยความรู้สึกส่วนตัวของเธอ ทำให้เธอเองก็พบกับจุดจบเช่นเดียวกัน แต่ทว่าผมจำเป็นต้องช่วยชีวิตเธอไว้ เนื่องจากเธอยังมีประโยชน์กับเราอยู่ ส่วนพวกเราคนอื่นๆได้พยายามตามไปเก็บเชื้อ G-Virus ที่ลีออนโยนทิ้งไปแต่ทว่า HUNK ซึ่งเหลือรอดเพียงคนเดียวได้ไปถึงก่อนเรา
- วันที่ 30 กันยายน 1998 -
ตอนนี้ทางเลือกเดียวของเราก็คือให้สัตว์ทดลองเบอร์คินกลับมาสู้กับแคลร์และลีออน เพื่อที่เราจะได้เก็บข้อมูลการต่อสู้ได้ ถึงแม้ว่าลีออนและแคลร์จะสามารถปราบเขาลงได้ แต่เราเองก็ประสบความสำเร็จในการเก็บชิ้นส่วนตัวอย่างของ G-Virus จากศพของเบอร์คิน
- วันที่ 1 ตุลาคม 1998 -
ในตอนเช้าของวันนี้ กระทรวงกลาโหมได้สั่งระเบิดเมืองแร๊คคูนซิตี้ทิ้ง เพื่อที่จะหยุดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส หลังจากนั้นแคลร์ได้ไปยังยุโรปเพื่อตามหาพี่ชายของเธอ ส่วนลีออนได้เข้าร่วมกับหน่วยใต้ดินที่ต่อต้านอัมเบลล่า
ตอนนี้เชอรี่ได้ปลอดภัยภายใต้การควบคุมของเราแล้ว ผมไม่เคยมองข้ามเบอร์คินเลย
" มันต้องมีอะไรซักอย่างเกี่ยวกับเด็กคนนี้อย่างแน่นอน... "
To Be Continued... 06 septiembre Biohazard's Timeline***อันนี้คัดมาจากหนังสือ Mega Month เล่มที่คุณเรย์ทำบทสรุป Biohazard 0 นะครับ***
1950 - เอ็ดเวิร์ด แอชฟอร์ด และ ออสเวลล์ อี สเปนเซอร์ ค้นพบเชื้อไวรัสต้นแบบ และเห็นอนาคตของการพัฒนาเชื้อตัวนี้เพื่อนำไปใช้เป็นอาวุธทางการทหาร ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา T-Virus โดยเอ็ดเวิร์ดมีลูกชายชื่ออเล็กซานเดอร์คอยช่วยเหลืองานวิจัยตั้งแต่ต้น
1953 - ปีเกิดของ เคนเนธ เจ ซัลลิแวน 1 ในสมาชิกหน่วย S.T.A.R.S. Bravo Team เสียชีวิตด้วยน้ำมือของซอมบี้ในคืนวันที่ 24 กรกฎาคม 1998 ในคฤหาสน์ของตระกูลสเปนเซอร์
1957 - ปีเกิดของ เอ็นริโก้ มารินี่ 1 ในสมาชิกหน่วย S.T.A.R.S. และเป็นหัวหน้า Bravo Team ถูกลอบสังหารในคืนวันที่ 24 กรกฎาคม 1998 ในถ้ำใต้ดินของคฤหาสน์ตระกูลสเปนเซอร์ คาดว่าผู้ลั่นไกสังหารคือ แบรี่ เบอร์ตัน ภายใต้คำสั่งของ อัลเบิร์ต เวสเกอร์
1960 - ปีเกิดของ แบรี่ เบอร์ตัน อดีตสมาชิกหน่วย S.W.A.T. ปัจจุบันเข้าร่วมกับหน่วย S.T.A.R.S. สังกัด Alpha Team ทำงานภายใต้คำสั่งของเวสเกอร์ เนื่องจากครอบครัวถูกจับเป็นตัวประกัน และเป็นปีเกิดของ อัลเบิร์ต เวสเกอร์ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วย S.T.A.R.S. และ Alpha Team ด้วย
1961 - ไมเคิล วอร์เรน วิศวกรแห่งเมืองแร๊คคูนซิตี้ เริ่มทำการสร้างระบบรถเคเบิ้ลใต้ดินของเมือง
1963 - ปีเกิดของ แบรด วิคเกอร์ส 1 ในสมาชิกหน่วย S.T.A.R.S. สังกัด Alpha Team ผู้ถูกขนานนามว่า " จอมปอดแหก " รับหน้าที่เป็นผู้ขับเฮลิคอปเตอร์ของ Alpha Team เสียชีวิตในวันที่ 28 กันยายน 1998 ด้วยฝีมือของ Nemesis ณ ลานหน้าสถานีตำรวจเมืองแร๊คคูนซิตี้
1963-1967 - คฤหาสน์ในป่าแร๊คคูนนอกเขตเมือง ได้ถูกก่อสร้างขึ้นโดยสถาปนิกชื่อดัง จอร์จ เทรเวอร์ ซึ่งเจ้าของคฤหาสน์หลังนั้นคือ ลอร์ด ออสเวลล์ อี สเปนเซอร์
1967 , 10 พฤศจิกายน - เจสสิก้า เทรเวอร์ และ ลิซ่า เทรเวอร์ ภรรยาและลูกสาวของ จอร์จ เทรเวอร์ ได้มายังคฤหาสน์ของสเปนเซอร์ตามคำเชื้อเชิญ ขณะที่ จอร์จ จำเป็นต้องเลื่อนกำหนดการเดินทางด้วยเหตุผลเรื่องงาน แต่เจสสิก้าและลิซ่าได้ถูกจับตัวไปคุมขังไว้ยังห้องแล็บลับใกล้กับคฤหาสน์ และเริ่มมีการทดสอบนำเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายของทั้งสองคน ผลก็คือเจสสิก้าเสียชีวิตทันที ในขณะที่ลิซ่ายังรอดมาได้จากการทดลองครั้งแรก
1967 , 13 พฤศจิกายน - จอร์จ เทรเวอร์ ได้มาถึงคฤหาสน์ของสเปนเซอร์ที่เขารับหน้าที่ออกแบบด้วยเวลานานถึง 5 ปีเต็ม ซึ่งสเปนเซอร์ได้บอกกับจอร์จว่าภรรยาและลูกสาวของเขาได้ไปเยี่ยมป้าเอมม่าที่ป่วยหนัก และอีกด้านหนึ่ง ลิซ่า ก็กำลังวางแผนที่จะหนีออกจากสถานีทดลอง
1967 , 14 พฤศจิกายน - จอร์จ ได้เยี่ยมชมห้องต่างๆภายในคฤหาสน์ และสเปนเซอร์ได้เปรยว่าอยากจะทำคฤหาสน์หลังนี้ให้เป็นรีสอร์ตชายทะเล รวมถึงความปรารถนาที่จะสร้างบริษัทผลิตยาข้ามชาติขนาดใหญ่ซึ่งจะใช้ชื่อว่า " อัมเบลล่า "
1967 , 15 พฤศจิกายน - ลิซ่าได้พบร่างแม่ของเธอ และทั้งคู่ก็กินอาหารด้วยกัน แต่ลิซ่ากลับพบว่านั่นไม่ใช่แม่ที่แท้จริงของเธอ เพราะมีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติอยู่ภายใน และลิซ่าได้ถลกใบหน้าของเจสสิก้าออกมาและใส่ให้กับตัวเอง
1967 , 18 พฤศจิกายน - จอร์จ เริ่มสงสัยว่าทำไมเจสสิก้าและลิซ่าจึงไปเยี่ยมป้านานผิดปกติ พร้อมทั้งสังเกตเห็นบันไดลงไปชั้นใต้ดินในสวนหลังบ้าน ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่เขาได้ออกแบบไว้
1967 , 20 พฤศจิกายน - จอร์จ สังเกตเห็นปืนช็อตกันเก่าที่แขวนอยู่ที่ผนังถูกเปลี่ยนเป็นอันใหม่ จอร์จเริ่มรู้สึกไม่ดีที่ครอบครัวยังไม่ปรากฏ พร้อมทั้งลูกจ้างของเขาที่ต้องการให้รีบกลับไปทำงานโดยด่วน
1967 , 21 พฤศจิกายน - จอร์จ หนีมาที่ห้องรับรอง ชายในเสื้อกาวน์สีขาวปรากฏตัวพร้อมกับบอกว่าครอบครัวของเขาเสียชีวิตหมดแล้ว และจอร์จถูกทำร้ายจนหมดสติไป
1967 , 24 พฤศจิกายน - จอร์จ ถูกจองจำอยู่ในคุกใต้ดิน เขาเริ่มตระหนักได้ว่ามีเพียงเขาและสเปนเซอร์เท่านั้นที่รู้ความลับของคฤหาสน์นี้ดี ซึ่งสเปนเซอร์อาจจะต้องการทดสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้กับเขา จอร์จพยายามหนีออกไปโดยทางลับที่เขาออกแบบไว้สำหรับคุกแห่งนี้ พร้อมทั้งพบกับสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมดเต็มไปหมด
1967 , 26 พฤศจิกายน - จอร์จ ทำไฟแช็คอันโปรดที่เจสสิก้าเป็นคนให้มาหายไป
1967 , 27 พฤศจิกายน - จอร์จ หนีออกมาจากคุกใต้ดินได้ แต่ห้องต่างๆในคฤหาสน์ถูกล็อกไว้ทั้งหมดเขารู้ดีว่าการจะหนีออกไปจำเป็นต้องใช้ตราสีทอง , เพชรตาเสือ ฯลฯ แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาสำหรับเรื่องนี้แล้ว
1967 , 29 พฤศจิกายน - จอร์จ เริ่มเสียสติ เขาหนีมายังห้องที่มีต้นไม้ขนาดยักษ์ปกคลุมไปทั่ว เขาหนีจากคฤหาสน์ไปยังห้องแล็บผ่านทางอุโมงค์ใต้ดิน ซึ่งเขาได้พบกับรองเท้าส้นสูง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นของเจสสิก้า และหวังว่าพวกเธอคงจะหนีออกไปทางนี้ได้อย่างปลอดภัย แต่จอร์จเริ่มไม่มีแรงในการหนีอีกต่อไป เขาขาดอาหารและน้ำมาหลายวันแล้ว จอร์จรู้สึกว่าตัวเองเหมือนหนูที่พยายามหนีออกจากกรง
1967 , 31 พฤศจิกายน - จอร์จหนีไปเรื่อยๆตามทางใต้ดิน แต่พบกับทางตัน เค้าได้สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ใกล้ๆกัน ซึ่งเป็นหลุมฝังศพที่สลักชื่อของเขาไว้ จอร์จได้สั่งลาภรรยาและลูกสาวสุดที่รักเป็นครั้งสุดท้าย และหวังว่าพวกเค้าคงจะได้พบกันอีกครั้งในสวรรค์ ... จอร์จ เทรเวอร์ เสียชีวิต
1967 - เอ็ดเวิร์ด แอชฟอร์ด และ ออสเวลล์ อี สเปนเซอร์ ร่วมก่อตั้งบริษัทอัมเบลล่าขึ้นมาเพื่อขยายผลการพัฒนาเชื้อไวรัสต้นแบบที่ถูกค้นพบ และออสเวลล์ อี สเปนเซอร์ กับ อเล็กซานเดอร์ แอชฟอร์ด ประสบความสำเร็จในโครงการทดลองเชื้อ T-Virus ในเวลาต่อมา
1967 - หน่วย S.T.A.R.S. ย่อมาจาก Special Tactics and Rescue Service ถูกก่อตั้ง ณ กรุงนิวยอร์ค มีหน้าที่รักษาและปราบปรามการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นภายในประเทศ
1968 - อเล็กซานเดอร์ ก่อตั้งศูนย์วิจัยลับ ณ ทวีปแอนตาร์คติกา เพื่อที่จะทำการคิดค้นเชื้อไวรัส T-Veronica และสร้างคฤหาสน์ส่วนตัวข้างศุนย์วิจัยของตน เลียนแบบสถาปัตยกรรมของคฤหาสน์สเปนเซอร์
1969 - ปีเกิดของ ฟอเรสต์ สเปเยอร์ 1 ในสมาชิกหน่วย S.T.A.R.S. สังกัด Bravo Team ผู้เชี่ยวชาญด้านยานพาหนะและเครื่องยนต์ เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุในคืนวันที่ 23 กรกฎาคม 1998 ในคฤหาสน์ของสเปนเซอร์
1970 - อเล็กซานเดอร์ ค้นพบยีนส์ที่ช่วยเพิ่มความอัจฉริยะให้กับมนุษย์ เขาได้นำตัวอย่าง DNA จาก Veronica ผู้เป็นย่าทวดผู้ก่อตั้งต้นตระกูลแอชฟอร์ด แยกเอาเฉพาะยีนส์ส่วนที่ต้องการผสมรวมกับไข่ของมารดาที่ถูกเลือกมา เพื่อให้กำเนิด อัลเฟรด และ อเล็กเซีย 2 เด็กฝาแฝดชายหญิง ในขณะที่อัลเฟรดเติบโตด้วยสติปัญญาเท่ากับคนทั่วไป แต่อเล็กเซียกลับมีความอัจฉริยะสูงมากจนน่าตกใจ
1971 - ปีเกิดของ โจเซฟ ฟรอสต์ 1 ในสมาชิกหน่วย S.T.A.R.S. ผู้เชี่ยวชาญด้านยานพาหนะและเครื่องยนต์ ตอนแรกสังกัด Bravo Team แต่ในภายหลังได้เปลี่ยนมาสังกัด Alpha Team ตามคำสั่งของอัลเบิร์ต เวสเกอร์ เสียชีวิตในคืนวันที่ 24 กรกฎาคม 1998 โดยสุนัขซอมบี้ ในป่าใกล้กับคฤหาสน์ของสเปนเซอร์
1972 - หน่วย S.T.A.R.S. ประจำเมืองแร๊คคูนซิตี้ได้ถูกก่อตั้งขึ้น
1973 - ปีเกิดของ คริส เรดฟิลด์ 1 ในสมาชิกหน่วย S.T.A.R.S. สังกัด Alpha Team
1975 - ปีเกิดของ จิล วาเลนไทน์ 1 ในสมาชิกหน่วย S.T.A.R.S. สังกัด Alpha Team และเป็นปีเกิดของ ริชาร์ด ไอเค่น 1 ในสมาชิกหน่วย S.T.A.R.S. สังกัด Bravo Team ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบวิทยุสื่อสาร เสียชีวิตในคืนวันที่ 24 กรกฎาคม 1998 โดยงูยักษ์ในคฤหาสน์ของสเปนเซอร์
1978 - อัลเบิร์ต เวสเกอร์ มาถึงสถานีทดลอง อาร์คเรย์ ผู้ซึ่งได้รับหน้าที่ทดลองเกี่ยวกับเชื้อไวรัสอีโบล่า ร่วมกับ วิลเลี่ยม เบอร์คิน ก่อตั้ง Bio Organic Weapon ( B.O.W. ) ขึ้นมา และได้พบกับร่างทดลองที่ยังคงรอดชีวิตมาได้ถึง 11 ปี ( ลิซ่า เทรเวอร์นั่นเอง )
1980 - ปีเกิดของ รีเบคก้า เชมเบอร์ส 1 ในสมาชิกหน่วย S.T.A.R.S. สังกัด Bravo Team เป็นหน่วยพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านยาและสารเคมี หนึ่งวันก่อนที่ Alpha Team จะตามมายังคฤหาสน์สเปนเซอร์ เธอได้พบกับรถไฟลึกลับ และเธอถูกยิงที่หน้าอกโดยเวสเกอร์ แต่รอดชีวิตมาได้และหนีออกจากคฤหาน์พร้อมกับ คริส จิล และแบรี่ ปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่
1981 , 27 กรกฎาคม - เด็กสาวอายุ 10 ปี อเล็กเซีย แอชฟอร์ด ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปยังศูนย์ทดลอง ณ เกาะแอนตาร์คติกา แถบขั้วโลกใต้ อเล็กซานเดอร์ผู้เป็นบิดาของเธอได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว และ อัลเฟรด น้องชายฝาแฝดก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด และ เวสเกอร์ ได้เริ่มทำการทดลองกับคนงานในศูนย์วิจัย แต่ เบอร์คิน กลับไม่ได้สนใจกับการทดลองแต่อย่างใด เพราะมัวแต่อิจฉาอเล็กเซีย ตอนนี้สิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่า " ซอมบี้ " เริ่มถูกสร้างขึ้นแต่ว่ายังไม่อยู่ในระดับสมบูรณ์เนื่องจากสมองของคนที่เป็นซอมบี้ถูกทำลายด้วยเชื้อไวรัสจนไม่สามารถสั่งการใดๆได้ ในขณะที่ร่างทดลองของลิซ่ายังคงมีชีวิตอยู่อย่างน่าแปลกใจ
1981 , 8 ธันวาคม - ศูนย์ฝึกทางการทหาร ณ เกาะร็อคฟอร์ดก่อสร้างเสร็จสิ้น และเป็นปีเกิดของ สตีฟ เบิร์นไซด์ ผู้ซึ่งเป็นนักโทษของอัมเบลล่าและถูกนำตัวไปขังไว้ยังเกาะร็อคฟอร์ด
1983 , 30 มกราคม - อัลเฟรดได้เขียนไดอารี่เกี่ยวกับทางลับใต้ดิน ซึ่งทางเข้าจำเป็นต้องใช้สัญลักษณ์ทั้ง 3 ของตระกูล แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถเอาสัญลักษณ์ของอเล็กซานเดอร์มาได้
1983 , 17 กุมภาพันธ์ - อัลเฟรดได้ตราสัญลักษณ์ครบทั้ง 3 และสามารถเข้าสู่ห้องปิดตายได้ และพบกับความลับที่น่าตกตะลึงนั่นคือ DNA ของเขาและอเล็กเซียเป็นการนำเอา DNA ของบรรพบุรุษและแม่มาผสมกันเพื่อสร้างพวกเขาขึ้นมา ซึ่งสร้างความโกรธเกลียดอเล็กซานเดอร์ผู้เป็นบิดาที่เลือกอเล็กเซียในฐานะที่เธอมีความอัจฉริยะมากกว่าตน พร้อมทั้งพยายามที่จะแก้แค้น
1983 , 3 มีนาคม - อัลเฟรดและอเล็กเซียได้เริ่มทำการทดลองเชื้อ T-Veronica บนร่างกายของอเล็กซานเดอร์
1983 , 22 เมษายน - อเล็กซานเดอร์ แอชฟอร์ด เริ่มกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ถูกเรียกว่า " นอสเฟอราตู " ทำให้อัลเฟรดและอเล็กเซียจำเป็นต้องจองจำอเล็กซานเดอร์ไว้ด้วยโซ่ในห้องใต้ดิน และอเล็กเซียก็เริ่มที่จะทำการทดลองเชื้อชนิดเดียวกันกับตัวเอง ซึ่งเธอได้บอกกับอัลเฟรดว่าเธอจำเป็นต้องแช่แข็งตัวเองเป็นเวลา 15 ปี เพื่อให้เชื้อซึมซับเข้าสู่ร่างกายอย่างสมบูรณ์
1983 , 31 ธันวาคม - เวสเกอร์ ได้ยินข่าวเกี่ยวกับการทดลองเชื้อด้วยตัวเองของอเล็กเซีย เขาไม่สามารถพึ่งพาอัลเฟรดในการทดลองได้ เวสเกอร์เริ่มสงสัยว่าทำไมสเปนเซอร์จึงตั้งสถานีทดลองในเขตแนวป่าเพราะสิ่งมีชีวิตรอบๆเช่น พืชและสัตว์ สามารถเป็นพาหะของเชื้อได้ ตอนนี้ไม่มีใครสนใจร่างทดลองของลิซ่าอีกแล้ว หลังจากความผิดพลาดครั้งก่อน และเวสเกอร์เริ่มทำตามเป้าหมายที่วางไว้เนื่องจากเขาเข้าร่วมทำงานกับอัมเบลล่าด้วยคำสั่งจากบริษัทอื่น...
1986 - วันเกิดของ เชอรี่ เบอร์คิน ลูกสาวของ วิลเลี่ยม เบอร์คิน และ แอนเน็ต เบอร์คิน เธอได้รับสร้อยคอที่มีเชื้อ G-Virus ห้อยไว้ที่คอตั้งแต่เกิด
1987 - ชาวเมืองแร๊คคูนซิตี้เลือกไมเคิล วอร์เรน ( วิศวกรผู้ก่อตั้งระบบรถเคเบิ้ลของเมือง ) เป็นผู้ว่าราชการเมืองแร๊คคูนซิตี้
1988 - เวสเกอร์ต้องทึ่งในความสามารถของวิลเลี่ยม เมื่อเขาได้เริ่มสร้างอาวุธชีวะที่เรียกว่า " Tyrant " ได้เป็นผลสำเร็จ แต่อัตราความสำเร็จมีต่ำมาก เนื่องจากร่างทดลองส่วนใหญ่ไม่สามารถต้านเชื้อไวรัสได้และกลายเป็นซอมบี้ซะส่วนมากซึ่งคาดว่าทั้งอเมริกาจะมีคนประมาณแค่ 10 คน เท่านั้นที่สามารถรับเชื้อและกลายเป็น Tyrant ได้และเวสเกอร์ ได้ยินข่าวเกี่ยวกับศูนย์ทดลองที่ฝรั่งเศสเริ่มต้นโปรเจคท์ " Nemesis " ซึ่งเขาได้ขอตัวอย่างเชื้อบางส่วนมา และได้เริ่มทำการทดลองกับร่างของลิซ่าอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าร่างของลิซ่าสามารถทนต่อเชื้อและมีชีวิตอยู่รอดได้
1992 - 5 ปีหลังจากการครองตำแหน่งผู้ว่าเมืองแร๊คคูนซิตี้ ไมเคิล วอร์เรน ได้รับเงินจากอัมเบลล่าจำนวนมากในการสร้างโรงพยาบาล สวนสาธารณะและสิ่งก่อสร้างมากมาย
1993 - หัวหน้ากองตำรวจ RPD คนใหม่ ไบรอัน ไอร่อนส์ ได้แอบรับส่วยจากทางอัมเบลล่าเพื่อที่จะให้กรมตำรวจเพิกเฉยต่อเหตุการณ์บุคคลในเมืองแร๊คคูนซึ่งหายสาบสูญ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
1994 - โรเบิร์ต ดอร์สัน ได้เข้าทำงานร่วมกับอัลเฟรด ณ เกาะร็อคฟอร์ด
1995 , 31 กรกฎาคม - เวสเกอร์กลับมายังศูนย์วิจัยอาร์คเรย์อีกครั้งหนึ่ง หลังจากหายตัวไป 4 ปี ส่วนเบอร์คินเริ่มทำการทดลองเชื้อ G-Virus ขณะเดียวกัน จอห์น นักวิจัยคนใหม่ได้มายังศูนย์การทดลองกับร่างของลิซ่าเริ่มเป็นอันตรายมากขึ้นเมื่อเธอได้ทำร้ายนักวิจัยและถลกเอาใบหน้าของนักวิทยาศาสตร์หลายคนมาติดไว้ที่หลัง ดังนั้นลิซ่าจึงถูกกำจัดทิ้ง ขณะที่เวสเกอร์ยังคงสงสัยเกี่ยวกับเป้าหมายของสเปนเซอร์ และด้าน คริส เรดฟิลด์ ได้เข้าทำงานในหน่วยการบินของกระทรวงกลาโหมประเทศสหรัฐอเมริกา
1997 - แบรี่ เบอร์ตัน ผันตัวเองจากหน่วย S.W.A.T. มาอยู่กับหน่วย S.T.A.R.S. แบบเต็มตัว และชักชวนคริส เรดฟิลด์ มาร่วมทีม ขณะเดียวกัน เอด้า หว่อง สปายลับของบริษัทอัมเบลล่าได้เริ่มเข้าทำงานที่ศูนย์วิจัยอาร์คเรย์ร่วมกับจอห์น และสถานีตำรวจ RPD ได้เปลี่ยนสำนักงานไปยังแห่งใหม่และตึกเก่าได้ถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์แสดงศิลปะประจำเมือง แต่การย้ายสำนักงานต้องใช้เวลานาน ในระหว่างที่มีการขนย้ายรูปภาพและรูปปั้นต่างๆเข้ามา ทางตำรวจยังจำเป็นต้องทำการอยู่ที่เดิมต่อไปก่อนที่ตึกใหม่จะสร้างเสร็จ
1998 , 25 เมษายน - ช่างเทคนิคได้เริ่มทำงานขั้นสุดท้ายกับศูนย์วิจัยแห่งใหม่ที่ก่อสร้างขึ้นใกล้กับคฤหาสน์ของสเปนเซอร์
1998 , 10 พฤษภาคม - คนเฝ้าสถานีสังเกตสิ่งทดลองชนิดใหม่ " Chimera " ที่รุมกินหมูที่ถูกส่งให้
1998 , 11 พฤษภาคม - จากการแพร่กระจายออกมาของเชื้อ T-Virus ทำให้ศูนย์ทดลองอาร์คเรย์ถูกปิดตัวลง ทุกคนในศูนย์ต้องสวมชุดป้องกัน ( ที่เหมือนกับชุดนักบินอวกาศ ) เพื่อที่จะทำการทดลองในศูนย์ต่อไป ในขณะเดียวกัน จอห์น 1 ในนักวิจัย ณ ศูนย์ทดลองอาร์คเรย์ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ
1998 , 12 พฤษภาคม - คมที่สวมชุดป้องกันเชื้อเริ่มรู้สึกเหนียวและคันที่หลัง หลังจากใส่ชุดมาได้ 24 ชม.
1998 , 13 พฤษภาคม - คนเฝ้าสถานีไปยังคลีนิคของห้องแล็บเพื่อรักษาอาการที่หลังเนื่องจากชุดที่ใส่ ขณะเดียวกันที่เกาะร็อคฟอร์ด มีนักโทษคนใหม่เข้ามาชื่อว่า บ๊อบ
1998 , 14 พฤษภาคม - คนเฝ้าสถานีเริ่มมีตุ่มเล็กๆผุดขึ้นที่เท้า และในศูนย์ทดลองอาร์คเรย์เริ่มทำการทดสอบแก๊สที่สามารถแยกเซลล์ของมนุษย์ออกมาได้
1998 , 15 พฤษภาคม - รปภ. พยายามกันไม่ให้คนเฝ้าสถานีออกไปจากศูนย์หรือโทรศัพท์ติดต่อคนภายนอกได้
1998 , 16 พฤษภาคม - นักวิจัยถูกยิงเสียชีวิตหลังจากพยายามหนีออกจากศูนย์วิจัย คืนนั้นเนื้อที่ท่อนแขนของคนเฝ้าสถานีเริ่มหลุดออกมา และขณะเดียวกันที่เกาะร็อคฟอร์ด บ๊อบได้กล่าวว่าเขาเป็นผู้ช่วยของอัลเฟรด แอชฟอร์ด แต่ถูกนำมาจองจำเนื่องด้วยความผิดพลาดในการทดลองนิดหน่อย ( บ๊อบคือคนๆเดียวกับ โรเบิร์ต ดอร์สัน ที่เข้ามาทำงานกับอัลเฟรดเมื่อปี 1994 )
1998 , 17 พฤษภาคม - เชื้อ T-Virus แพร่กระจายอย่างรุนแรงในศูนย์ทดลองอาร์คเรย์และสร้างสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า " Plant 42 " ขึ้นมา เหล่านักวิจัยที่โกรธแค้นเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากศูนย์ได้ฉีดเชื้อไวรัสเข้าไปในปลาฉลามและปล่อยออกมาเพื่อให้อาละวาด
1998 , 19 พฤษภาคม - คนเฝ้าสถานีได้รับผลกระทบจากเชื้อ T-Virus เต็มรูปแบบ ได้เริ่มทำร้าย และกัดกินยาม
1998 , 20 พฤษภาคม - ศพของหญิงสาวในชนบทถูกพบ ณ แม่น้ำ มาร์เบิ้ล สภาพศพแสดงให้เห็นถึงร่องรอยจากการโจมตีโดยสัตว์ร้ายในป่า ในด้านศูนย์วิจัยอาร์คเรย์ เนื่องจากไม่มีคีย์การ์ด ทำให้ผู้จัดการศูนย์ทดลองอาร์คเลย์ถูกล็อคอยู่ในห้องบำบัด ส่วนทางบ๊อบได้ถูกส่งตัวไปยังตึกซึ่งไม่มีใครได้กลับมาอีกเลย
1998 , 21 พฤษภาคม - นักวิทยาศาสตร์ เฮนรี่ ซาร์ตัน ได้เขียนรายงานเกี่ยวกับ Plant 42 ที่เริ่มทำร้ายนักวิจัยคนอื่นที่ไปเข้าใกล้มันด้วยหนวดและสารพิษ
1998 , 27 พฤษภาคม - นักหนังสือพิมพ์ประจำเมืองแร๊คคูนซิตี้ได้เขียนข่าวเกี่ยวกับการค้นพบศพหญิงสาวในชนบท ซึ่งทางสถานีตำรวจได้ออกมาแก้ตัวว่าอาจจะถูกทำร้ายด้วยหมีป่า
1998 , 7 มิถุนายน - สต๊าฟในศูนย์ทดลองอาร์คเรย์เริ่มไม่เชื่อฟังคำสั่ง และหยุดทำการทดลอง
1998 , 8 มิถุนายน - จอห์น ได้เขียนโน้ตถึงแฟนสาว เอด้า เกี่ยวกับวิธีหนีออกจากศูนย์ทดลอง พร้อมด้วยรหัสผ่าน
1998 , 16 มิถุนายน - หนังสือพิมพ์ในเมืองเริ่มเขียนข่าวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เหมือนสุนัขที่อาศัยอยู่แถวๆคฤหาสน์ของสเปนเซอร์และได้ทำร้ายคนที่พยายามจะถ่ายรูปมัน
1998 , 9 กรกฎาคม - ได้มีรายงานหัวข้อ " ความลึกลับในเทือกเขาอาร์คเรย์ " ออกมาโดยกล่าวเกี่ยวกับการปิดถนนในช่วงเขตห่างไกลและเป้าหมายของกรมตำรวจที่จะส่งหน่วย S.T.A.R.S.ไปสืบต้นตอของเหตุการณ์ทั้งหมดหลังจากที่มีข่าวเกี่ยวกับการหายตัวไปของครอบครัวหลายครอบครัวในเขตชายป่า
1998 , 16 กรกฎาคม - ศพในศูนย์ทดลองอาร์คเรย์ถูกนำไปเก็บไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ แต่จะไม่มีการเผาเนื่องจากคำสั่งจากเบื้องบน คนงานเริ่มรู้สึกแปลกๆ แม้แต่ยาที่กินเข้าไปก็ไม่สามารถบรรเทาอาการได้
1998 , 22 กรกฎาคม - นักวิจัยคนหนึ่งเขียนจดหมายสั่งลาครอบครัว ก่อนที่เขาจะแขวนคอตายในห้องรับรองหลังคฤหาสน์สเปนเซอร์ ขณะเดียวกันได้เกิดองค์กรเฉพาะที่ถูกเรียกตัวมาเพื่อเหตุการณ์ที่เรียกว่า " X Day "
1998 , 23 กรกฎาคม - สถานีโทรทัศน์ประจำเมืองแร๊คคูนซิตี้ได้ออกอากาศข่าวเกี่ยวกับการหายตัวไปของบุคคลจำนวน 10 ครอบครัว ณ เขตแนวป่าแร๊คคูน และการค้นพบศพในสภาพต่างๆ ทางสถานีตำรวจได้ส่งหน่วย S.T.A.R.S. ไปปฏิบัติการทันที ในเย็นวันที่ 23 Bravo Team ได้ถูกส่งไปก่อนและขาดการติดต่อไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากเกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกแถวๆชายป่าแร๊คคูน รีเบคก้า เชมเบอร์ส ได้รายงานเกี่ยวกับการค้นพบยานพาหนะของกรมตำรวจในเขตเทือกเขาอาร์คเรย์ พร้อมศพของบุคคลไม่ทราบที่มาอีกจำนวนมากที่นอนเรียงรายอยู่รอบๆ สมาชิก Bravo Team ที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุได้ทำการสืบหาร่องรอยและต้นตอของเหตุการณ์
1998 , 24 กรกฎาคม - หน่วย S.T.A.R.S. Alpha Team ถูกส่งตามไปช่วยเหลือ Bravo Team ที่ขาดการติดต่อไป
1998 , 25 กรกฎาคม - คริส จิล แบรี่ และรีเบคก้า หนีรอดออกมาจากคฤหาสน์พร้อมกับนำเรื่องนี้ไปบอกแก่ทางสถานีตำรวจ แต่ทุกคนกลับคิดว่าเป็นเรื่อวโกหก ทั้งหมดจึงต้องแอบทำการสืบค้นเรื่องนี้กันเองตามลำพัง
1998 , สิงหาคม - คริส เดินทางไปยังยุโรปเพื่อค้นหาต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด ในขณะที่แบรี่ก็เดินทางกลับแคนาดาเพื่อหาครอบครัวที่ถูกปล่อยตัวจากการถูกจับเป็นตัวประกัน จิลยังคงอยู่ในเมืองเพื่อทำการเก็บข้อมูลในส่วนที่เหลือทั้งหมด
1998 , กันยายน - อัมเบลล่าได้ส่งทีมเฉพาะกิจ HUNK เพื่อเก็บเชื้อไวรัส G ที่วิลเลี่ยม เบอร์คินได้พัฒนาขึ้น ซึ่งวิลเลี่ยมถูกยิงบาดเจ็บ และทำการฉีดเชื้อไวรัสเข้าร่างกาย และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถควบคุมได้พร้อมทั้งทำร้าย HUNK เสียชีวิตเกือบทั้งหมด และหนีรอดไปได้ 1 คนพร้อมตัวอย่างเชื้อ G-Virus ในขณะเดียวกันเชื้อ G-Virus ที่เหลือก็ถูกทำลายและแพร่กระจายไปสู่ระบบน้ำประปาในเมืองแร๊คคูนซิตี้ โดยบางส่วนมีหนูเป็นพาหะ ประชากรในเมืองส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายออกมาและกลายสภาพเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าซอมบี้ กรมตำรวจ RPD เริ่มทำการปิดกั้นทางออกของเมืองเพื่อกันการกระจายของเหล่าซอมบี้และเริ่มเกิดศึกระหว่างเหล่าตำรวจ RPD กับประชากรในเมืองที่กลายเป็นซอมบี้เกือบทั้งหมด
1998 , 28 กันยายน - จิล ออกจากที่พักเพื่อหนีออกจากเมืองแร๊คคูนซิตี้ไปทำการสมทบกับคริสและแบรี่ที่ยุโรปเพื่อปฏิบัติการสืบค้นความลับของอัมเบลล่า
1998 , 29 กันยายน - แคลร์ เรดฟิลด์ ขับรถมอเตอร์ไซด์คันโปรดเพื่อมาเยี่ยม คริส เรดฟิลด์ ผู้เป็นพี่ชายที่ขาดการติดต่อกับทางบ้านไปนานถึง 3 เดือน ขณะเดียวกัน ลีออน สก๊อตต์ เคนเนดี้ เดินทางมายังเมืองแร๊คคูนซิตี้เพื่อเข้ารับหน้าที่ในกรมตำรวจ RPD เป็นครั้งแรก
1998 , 30 กันยายน - ลีออน แคลร์ และเชอรี่ ได้หนีรอดออกมาจากเมืองแร๊คคูนซิตี้อย่างปลอดภัย เชอรี่ถูกพาตัวไปยังสถานที่ที่ลีออนและแคลร์คิดว่าปลอดภัย ลีออนได้เข้าไปกระทรวงกลาโหมของสหรัฐเพื่อเปิดโปงความลับที่ค้นพบเจอจากสถานีทดลองใต้ดินในเมือง ในขณะที่แคลร์กลับบ้านเพื่อเตรียมพร้อมที่จะตาม คริส พี่ชายของเธอไปยังยุโรป ณ สำนักงานใหญ่ของอัมเบลล่า ที่ประเทศฝรั่งเศส
1998 , 1 ตุลาคม - จิล และ คาร์ลอส หนีรอดออกมาจากเมืองแร๊คคูนก่อนที่จรวดมิสไซส์ที่สั่งยิงโดยกระทรวงกลาโหม ได้ทำลายเมืองแร๊คคูนซิตี้จนไม่เหลือซาก
1998 , ธันวาคม - แคลร์ เรดฟิลด์ เดินทางไปยังสถานีของอัมเบลล่าในยุโรปเพื่อสืบหาที่อยู่ของ คริส พี่ชายของเธอ แต่ระหว่างที่เข้าไปยังศูนย์ เธอกลับถูกจับกุมตัวได้ แคลร์ถูกทำร้ายจนสลบ และถูกส่งตัวไปจองจำยังเกาะร็อคฟอร์ด 02 septiembre Tip & Trick Biohazard 4นี่คือลิสต์การอัพเกรดปืนใน Bio4 นะครับ พอดีเห็นบทสรุปของคุณเรย์ยังไม่ได้ทำตารางปืนไว้ ประกอบกับผมว่างจัดเลยทำออกมาไว้ให้คนที่เล่น Bio4 อยู่เข้ามาอ่านกัน ลิสต์นี้จะบอกว่าปืนที่มีในเกมมีค่าพลังของปืนเท่าไหร่ เวลาอัพเต็มแล้วจะมีค่าพลังเท่าไหร่ แต่ไม่มีบอกราคาของปืนและราคาอัพเกรดนะครับ เนื่องจากเห็นว่าค่าพลังและความสามารถของปืนที่บอกไปจะพอช่วยแนะนำคร่าว ๆ ได้ว่าควรจะเลือกใช้ปืนไหนดี จะได้เป็นการประหยัดไปในตัวเลย *** ค่าพลัง และคำอธิบายที่ผมเขียนขึ้นมา อ้างอิงจาก Biohazard 4 เวอร์ชั่นญี่ปุ่นนะครับ (ลงทุนไปซื้อ Dic ไทย-ญี่ปุ่น มาแปลเอา และได้มีการทดลองใช้ปืนทุกกระบอกหลังการอัพเกรดแล้วด้วยตัวเองครับ) ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย *** ![]() เวลาเราอัพเกรดปืนกระบอกใดก็ตามจนค่าพลังเต็มทุกอย่างแล้ว จะมีการอัพเกรดพิเศษสำหรับปืนนั้น ๆ ให้อัพเกรดอีก 1 ครั้ง โดยการอัพเกรดพิเศษนี้จะเพิ่มความสามารถพิเศษให้ปืนนั้น ๆ โดยปืนแต่ละกระบอกจะเพิ่มความสามารถหลังการอัพเกรดพิเศษได้ไม่เหมือนกัน ผมขอเรียกการอัพเกรดพิเศษนี้ว่า Exclusive นะครับ ================================================== ![]() Exclusive: เพิ่มอัตราการยิงแบบ Critical 5 เท่า - ค่าปืน + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 206,000 เปเซต้า - ปืนกระบอกนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบยิงบริเวณหัวของศัตรู หลังจากผมอัพแบบ Ex แล้วผมได้ไปทดลองยิงหัวพวกทหารบนเกาะดู ก็พบว่ายิงไม่เกิน 2 - 4 นัดหัวก็ระเบิดแล้ว บางตัวนัดเดียวด้วยซ้ำ แต่จะหัวระเบิดแล้วมีปรสิตงอกมาต่อรึเปล่าก็อีกเรื่องนะครับ สรุปแล้วปืนกระบอกนี้ใช้ดีเฉพาะกับพวก Ganado ครับ ใช้กับศัตรูตัวอื่น ๆ ไม่ไหว ================================================== ![]() Exclusive: เพิ่มความแรงปืนเป็น 6.5 - ค่าปืน + ค่าพานท้าย + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 335,000 เปเซต้า - ปืนกระบอกนี้เป็นปืนที่แรงที่สุดในบรรดาปืนตระกูล Handgun ครับแต่ก็มีข้อเสียคือรีโหลดช้า เป้าเลเซอร์ที่เล็งก็ค่อนข้างก็ส่าย ไม่อยู่นิ่ง เมื่อซื้อปืนกระบอกนี้มาใช้ก็ควรต้องซื้อพานท้ายของปืนกระบอกนี้มาติดด้วยครับ เพื่อเพิ่มความนิ่งของเป้าที่เล็ง ================================================== ![]() Exclusive: กระสุนปืนที่ยิงออกจากปืนนี้จะยิงทะลุศัตรูได้ 5 คน (จากเดิม 2 คน) - ค่าปืน + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 296,000 เปเซต้า - ปืนกระบอกนี้เป็นปืนที่ยิงไปแล้วจะเป็นกระสุนเจาะเกราะครับทั้ง ๆ ที่ใช้กระสุนปืนพกเหมือนกันซึ่งปืนกระบอกนี้จะมีข้อดีเวลาล่อพวก Ganado วิ่งเรียงคิวมาในทางแคบ ๆ แล้วยิงตัวหน้า อีก 4 ตัวหลังก็จะโดนกระสุนเราด้วยครับ ซึ่งเดิมทีปืนกระบอกนี้ถ้าไม่อัพแบบ Ex มาก็จะยิงทะลุได้แค่ 2 คนครับ (ส่วนปืนพกกระบอกอื่น ๆ ยิงไม่ทะลุนะครับ โดนแค่ตัวที่เรายิงตัวเดียว) ================================================== ![]() Exclusive: เพิ่มความแรงปืนเป็น 4.5 - ค่าปืน + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 362,000 เปเซต้า - ปืนกระบอกนี้มีความคล่องตัวสูงครับ ยิงก็ถี่ รีโหลดก็เร็ว แรงใช้ได้เลย เป็นรองแค่ Red9 กระบอกเดียว เป็นปืนพกที่ใช้งานได้ดีมากครับ ================================================== ![]() Exclusive: ทำให้ความแรงคงที่ไม่ว่าจะยิงใกล้หรือไกล - ค่าปืน + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 277,000 เปเซต้า - เป็นปืนลูกซองที่สามารถเก็บได้ตั้งแต่ต้นเกมครับ ปืนลูกซองโดยทั่วไปจะมีข้อเสียคือใช้ได้ดีเฉพาะระยะประชิด พอยิงระยะไกลจะสร้างความเสียหายกับศัตรูได้น้อยลง แต่ปืนกระบอกนี้ถ้าอัพแบบ Ex ไปแล้ว ไม่ว่าจะยิงใกล้หรือไกล ความแรงจะไม่ตกครับ เพียงแต่เวลาเรายิงศัตรูที่อยู่ไกลมันจะไม่กระเด็นเท่านั้นเอง ================================================== ![]() Exclusive: เพิ่มความแรงของปืนเป็น 10.0 - ค่าปืน + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 415,000 เปเซต้า - ปืนลูกซองกระบอกนี้ถ้าจะให้เทียบกับปืนลูกซองกระบอกแรกผมว่าปืนกระบอกนี้ยังสู้ไม่ได้ครับ คือจะดีกว่าก็ต่อเมื่อคุณเป็นคนชอบใช้ลูกซองในระยะประชิด แต่เวลายิงไกล ๆ จะสู้ปืนลูกซองกระบอกแรกแบบที่อัพ Ex แล้วไม่ได้ ปืนนี้มีข้อดีอีกนิดนึงคือรูปร่างของปืนที่สวยที่สุดในบรรดาปืนลูกซองทั้งหมดครับ ================================================== ![]() Exclusive: เพิ่มจำนวนกระสุนสูงสุดที่สามารถบรรจุในรังเพลิงได้เป็น 100 นัด - ค่าปืน + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 392,000 เปเซต้า - ปืนนี้ผมว่าดีที่สุดในบรรดาปืนลูกซองแล้วครับ แรงที่สุด (เวลายิงประชิด) ยิงถี่ด้วย ยิ่งถ้าอัพแบบ Ex มากระสุนเราจะเพิ่มเป็น 100 นัดให้ทันที แจ่มมาก ================================================== ![]() Exclusive: เพิ่มความแรงปืนเป็น 30.0 - ค่าปืน + ลำกล้อง + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 296,000 เปเซต้า - เป็นปืนไรเฟิลที่ต้องใช้ในช่วงสองแชปเตอร์แรก มีข้อเสียตรงที่รีโหลดช้า การยิงต่อเนื่องก็ช้า ปืนกระบอกนี้จะให้ความรู้สึกเหมือน Mosin Nagant ใน MGS3 เลยครับ แต่ถ้าอัพแบบ Ex มาจะแรงน้อง ๆ แม็กนั่มเลย ================================================== ![]() Exclusive: เพิ่มความเร็วในการยิงต่อเนื่องเป็น 0.80 - ค่าปืน + ลำกล้อง + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 361,000 เปเซต้า - ถ้าไรเฟิลอันแรกเหมือน Mosin Nagant ปืนไรเฟิลกระบอกนี้ก็เหมือน SVD ล่ะครับ ยิงถี่ รีโหลดเร็ว จุกระสุนก็เยอะ ยิ่งถ้าอัพแบบ Ex แล้วจะยิงได้ถี่น้อง ๆ ปืนพกเลยครับ ================================================== ![]() Exclusive: เพิ่มความแรงปืนเป็น 1.8 - ค่าปืน + ค่าพานท้าย + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 334,000 เปเซต้า - เป็นปืนกลกระบอกเดียวที่มีให้ซื้อได้ในการเล่นรอบแรก ความแรงจะเบามากครับ สิ่งที่มีทดแทนก็คือการยิงที่เร็วจี๋ (ก็ปืนกลนี่หว่า) และสามารถบรรจุกระสุนได้เยอะ แต่ยิงบอสไม่ค่อยระคายผิวครับ เหมาะสำหรับกราดยิงพวกศัตรูที่ยกพวกกันมารุมเราเป็นหมู่เครือญาติ เมื่อซื้อปืนนี้มาแนะนำให้ซื้อพานท้ายปืนด้วยนะครับ จะได้ช่วยให้เป้าเลเซอร์ที่ใช้เล็งของเรานิ่งขึ้นครับ ================================================== ![]() Exclusive: เพิ่มความแรงปืนเป็น 50.0 - ค่าปืน + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 493,000 เปเซต้า - เป็นปืนแม็กนั่มที่สามารถเก็บได้ใน Chapter 4-1 รีโหลดช้ามาก แต่เป็นปืนที่สู้กับบอสได้ดีมาก ๆ ครับ ไม่ควรเอาไปยิงพวกลูกกระจ๊อกเพราะจะเปลืองมาก กระสุนแม็กนั่มที่มีให้เก็บในเกมก็น้อยด้วย ================================================== ![]() Exclusive: ไม่มี - ค่าปืน + ค่าอัพเกรดจนเต็ม = 337,700 เปเซต้า - เป็นปืนแม็กนั่มที่ทดแทนข้อเสียของแม็กนั่มกระบอกข้างบนครับ รีโหลดเร็ว แต่ไม่มีอัพเกรดแบบ Ex ทำให้ความแรงจะแพ้ Broken Butterfly ที่อัพ Ex มาแล้ว แต่ก็ยังเป็นปืนที่สู้บอสได้ดีเหมือนกันครับ แต่ดูจากชื่อปืนแล้วเหมือนจะโปรโมตเกม Killer 7 ยังไงก็ไม่รู้สิ... ================================================== ![]() Exclusive: ทำให้กระสุนเป็นแบบนำวิถี - ค่าปืน + ลำกล้อง + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 200,800 เปเซต้า - ปืนกระบอกนี้จะแปลกกว่าชาวบ้านครับ ตรงที่เวลาเรายิงออกไปจะเป็นกระสุนมิสไซล์ออกไปฝังที่ตัวศัตรู แล้วรอสักพักก็จะระเบิด เดิมทีจะเล็งเป็นเป้าเลเซอร์ แต่ถ้าเราซื้อกล้องเล็งมาก็จะเล็งได้แบบปืนไรเฟิลครับ ซึ่งถ้าอัพแบบ Ex มาแล้ว กระสุนจะวิ่งติดตามหาศัตรูได้ (โกงโคตร ๆ) ข้อเสียที่ร้ายแรงของปืนนี้คือ กระสุนที่มีให้เก็บในเกมน้อยกว่ากระสุนแม็กนั่มอีกครับ ================================================== ![]() - ราคา 3 หมื่นเปเซต้า ยิงได้นัดเดียว ความแรงไม่รู้ครับ รู้แต่ยิงอะไรก็ได้ นัดเดียวตายหมด ในเกมมีให้เก็บฟรี 1 กระบอก จะพบในตอน Chapter 3-3 ครับ ================================================== *** ส่วนปืนที่จะอธิบายหลังจากนี้คือปืนพิเศษที่จะไม่มีให้ซื้อในการเล่นรอบแรกของเกมนะครับ *** ================================================== ![]() - ราคา 1 ล้าน จะโผล่มาให้ซื้อจากพ่อค้าเมื่อเราเคลียร์เกมไปแล้ว 1 รอบ โดยปืนกระบอกนี้จะยิงได้ไม่จำกัด ความแรงเหมือนกับร็อคเก็ตกระบอกแรก ยิงอะไรก็ตายหมด ================================================== ![]() Exclusive: เพิ่มจำนวนกระสุนสูงสุดที่สามารถบรรจุในรังเพลิงได้เป็น 100 นัด - ค่าปืน + ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 303,000 เปเซต้า - ปืนกระบอกนี้ก็คือปืนพกที่ Leon เคยใช้ใน Biohazard 2 นั่นเองครับ จุดเด่นของปืนกระบอกนี้คือยิงทีนึงกระสุนจะออกไป 3 นัด ความแรงก็โอเคครับ แต่เนื่องด้วยการที่มันยิงรัวนี่แหละ อาจทำให้ดูเหมือนว่าจะเปลืองกระสุนไปเล็กน้อย ซึ่งปืนนี้จะมีให้เลือกซื้อจากพ่อค้าหลังจากเราเล่นเคลียร์ไป 1 รอบแล้วครับ ================================================== ![]() - เป็นปืนกลที่จะโผล่มาให้ซื้อจากพ่อค้าต่อเมื่อเราเคลียร์โหมด Ada The Spy (หรือ Assignment Ada ในเวอร์ชั่นอเมริกา และยุโรป) ซึ่งโหมดนี้จะโผล่มาให้เล่นต่อเมื่อเราเคลียร์เกมจบไปแล้ว 1 รอบครับ โดยราคาปืนนี้คือ 1 ล้านเปเซต้า เมื่อคุณได้ซื้อปืนกระบอกนี้มาไว้ในครอบครองแล้ว แนะนำว่าให้ลืมปืน TMP ไปได้เลย ปืนกระบอกนี้คือปืนกลที่ดีที่สุดในเกมครับ ยิงบอสแป๊บเดียวก็ตาย แถมเวลาเล็งก็ไม่ช้าเหมือนใช้ร็อคเก็ตด้วย ================================================== ![]() Exclusive: เพิ่มความแรงปืนเป็น 99.9 และกระสุนมีจำนวนไม่จำกัด - ค่าอัพเกรดจนถึง Exclusive = 790,000 เปเซต้า - ปืนกระบอกนี้เป็นสุดยอดปืนแม็กนั่มแล้วครับ การจะได้มาต้องใช้ทุกตัวละครเคลียร์โหมด The Mercenary ให้ได้ 5 ดาวทุกฉาก (ได้ 60,000 คะแนนขึ้นไป) โหมดนี้จะมีให้เล่นหลังจากเคลียร์เกมไปแล้ว 1 รอบ ซึ่งพอเคลียร์โหมดนี้แล้วจะสามารถซื้อจากพ่อค้าได้ในราคา 0 เปเซต้า (ฟรี) แต่ต้องอัพเกรดให้หมดรวมทั้งอัพ Ex ก่อนนะครับ จึงจะได้ความสามารถที่ว่า ================================================== *** การเล่นโหมด The Mercenary *** โหมด The Mercenary เนี่ยจะต่างจากโหมดปกติที่อาศัยเอาตัวรอดไปถึงฉากท้าย ๆ และจะมีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งเราต้องฆ่าศัตรูให้ได้เยอะ ๆ ประกอบกับเอาตัวรอดจนกว่าจะหมดเวลาให้ได้ โหมดนี้จะต้องมีการฆ่าศัตรูเพื่อสะสมคะแนนไปเรื่อย ๆ ซึ่งศัตรูจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. Normal Enemy หรือพวก Ganado ทั่ว ๆ ไป เมื่อเราฆ่า Ganado ได้ 1 ตัวจะได้คะแนน 300 คะแนน 2. Rare Enemy โดยแต่ละฉากจะมี Rare Enemy ไม่เหมือนกัน เช่น ฉากหมู่บ้าน จะเป็น Bella Sister ซึ่ง 1 ตัวจะได้ 5,000 คะแนน ฉากปราสาท จะเป็น Garridor ซึ่ง 1 ตัวมีค่า 5,000 คะแนน ฉากค่ายทหาร จะเป็นเจ้าแรมโบ้ ซึ่ง 1 ตัวมีค่า 5,000 คะแนน ฉากหมู่บ้านกลางน้ำ จะเป็น Dr. Salvador X ซึ่ง 1 ตัวมีค่า 7,500 คะแนน ในโหมดนี้เราสามารถฆ่าศัตรูหลาย ๆ ตัวติดต่อกันเพื่อเบิ้ลคะแนนได้ ซึ่งในเกมจะคิดเป็นคอมโบให้ทุกครั้งที่มีศัตรูตายตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป โดยจะขึ้นเริ่มต้นที่ 2 Combo และจะเพิ่มขึ้นทุก ๆ ครั้งที่เราฆ่าศัตรูได้ แต่ต้องไม่เว้นช่วงนานเกินไป ซึ่งขณะที่ตัวเลขคอมโบขึ้น เราจะมีเวลาประมาณ 10 วินาทีที่จะต้องฆ่าศัตรูตัวต่อไป ไม่เช่นนั้นก็ต้องเริ่มนับคอมโบที่เลข 1 ใหม่ แต่เท่าที่ผมเล่นมา ถ้าจะคอมโบติดกันให้ได้คะแนนขึ้นหลักหมื่นก็ต้องฆ่าให้ได้อย่างน้อย 20 ตัวขึ้นไป (20 คอมโบ) ตามฉากที่เราเล่นจะมีตัวช่วยให้เราเก็บได้ 2 อย่างคือ 1. นาฬิกาทรายสีทอง อันนี้ถ้าเราเก็บได้ จะมีตัวเลข 0 * 1,000 ปรากฎด้านขวาของจอภาพ ช่วงนี้จะมีเวลาโบนัสให้ 30 วินาที ให้เรารีบฆ่าศัตรูให้มากที่สุด พอหมดเวลาโบนัสปุ๊บ เราฆ่าศัตรูได้กี่ตัว จำนวนตัวที่เราฆ่าได้ในช่วงโบนัสก็จะเอาไปคูณกับ 1,000 ออกมาเป็นคะแนนสะสมให้เราครับ เช่น ใน 30 วินาทีเราฆ่าได้ 15 ตัว ก็จะได้ 15,000 คะแนน เป็นต้น ซึ่งนาฬิกาสีทองนี้จะอยู่ในหีบที่ปรากฎในส่วนต่างๆของฉากที่เราสู้ครับ 2. นาฬิกาสีฟ้า อันนี้จะช่วยเพิ่มเวลาให้เราครับ แต่ละอันที่เก็บได้จะเพิ่มเวลาไม่เท่ากัน บ้างอัน 30 วินาที บางอัน 90 วินาที ซึ่งการคิดคะแนนในเกมนั้นจะเกิดขึ้นต่อเมื่อคุณเอาตัวรอดได้จนหมดเวลาด้วยนะครับ ถ้าเผลอตายก่อนเวลาหมด คะแนนที่สะสมมาจะสูญเปล่า โดยตอนเริ่มต้นจะมีเวลาให้ปรัมาณ 2 นาที ถ้าเวลาใกล้หมดแต่คะแนนเรายังไม่ถึงเป้า เราก็ต้องไปเก็บนาฬิกาสีฟ้ามาเพื่อช่วยยืดเวลาให้เราอยู่เก็บคะแนนเพิ่มต่อครับ โดยเราสามารถทราบจุดที่มีนาฬิกาทรายสีฟ้าวางอยู่ได้ โดยการดูจาก Map ซึ่งจุดที่นาฬิกาวางอยู่จะขึ้นเป็นรูปดาวครับ ส่วนเรื่องปืนนี่ทางตัวเกมได้ให้อาวุธของแต่ละคนมาได้สมดุลมาก ๆ แล้วครับ และพอจะวิเคราะห์ได้ดังนี้ Leon - มี Blacktail กับ Riot Gun ให้ใช้ โดยปืนหากินคือ Riot Gun ครับ นับว่าลีออนเป็นคนเดียว ที่มีปืนที่สามารถยิงศัตรูได้หลาย ๆ ตัวพร้อมกันในครั้งเดียว (คนอื่นต้องยิงทีละตัว) Ada - มี Punisher, TMP, Rifle (Semi-Auto) + ลำกล้องเพิ่มระยะซูม และระเบิดเพลิงอีกบาน เรียกได้ว่าเอด้าเป็นตัวที่เล่นง่ายมากครับ ข้อเสียจะมีแค่แถบพลังชีวิตที่สั้นที่สุดใน 5 คนเท่านั้นเอง Krauser - มีธนูกับระเบิดแฟลชเพียบ ธนูอย่าคิดว่าเบานะครับ ยิงหัวพวก Ganado ดอกเดียวถ้าปรสิตไม่โผล่ซะก่อนนี่ตายหมดครับ และมีท่าพิเศษจะใช้ได้ต่อเมื่อมีเปลวไฟผุดขึ้นที่แขนซ้าย โดยให้กด X ก่อนแล้วคราวเซอร์จะเปลี่ยนเป็นแขนอีกแบบ แล้วให้กด A เพื่อพุ่งโจมตี ท่านี้แรงมาก Garridor เจสัน แรมโบ้ ฯลฯ โดนทีเดียวตายหมด และหลังจากใช้ท่านี้แล้วเราจะใช้ท่าไม่ได้สักพัก ต้องรอให้เวลาผ่านไปสักระยะก่อน จึงจะมีเปลวไฟผุดขึ้นมาที่แขน นั่นคือเราสามารถใช้ท่าได้อีกครั้งครับ HUNK - มีแต่ปืน TMP ติดพานท้ายกับระเบิดมืออีกเพียบ นี่ก็เล่นง่ายครับ กราดยิงอย่างเดียว แต่มีทริคอีกอย่างคือเมื่อเรายิงใบหน้าศัตรูได้ ให้เข้าไปกด A ที่ศัตรู (เหมือนกับการเข้าไปเตะ) ฮังค์จะเข้าไปหักคอศัตรูแทนการเตะครับ (ทีเดียวตาย) Wesker - หมอนี่ปืนเพียบครับ ไรเฟิล แม็กนั่ม ปืนพกเก็บเสียง (เพิ่มคริติคอลด้วย) และมีทริคเหมือนฮังค์ครับ เวลายิงโดนใบหน้าศัตรูก็ให้เข้าไปกด A ใกล้ ๆ เวสเกอร์จะใช้ฝ่ามือกระแทกศัตรูกระเด็น (ทีเดียวตาย) ================================================== วิธีการเก็บ Spinel , Velvet Blue และ Emerald ที่ซ่อนตามจุดต่าง ๆ ตรงนี้จะบอกเฉพาะส่วนที่ฝังอยู่ตามผนัง (ไม่รวมที่ได้จากการเปิดตู้ ฟันกล่อง หรือยิงอีกานะครับ) - Chapter 1-1 หลังจากที่เราวิ่งหลบหินที่ชาวบ้านผลักใส่เราได้แล้ว เมื่อเดินไปต่อ จะเป็นอุโมงค์แคบ ๆ ก่อนถึงบ้านที่ลูอิสโดนจับขังไว้ในตู้ ในอุโมงค์นี้จะเห็น Spinel จำนวน 2 เม็ดฝังอยู่ที่ผนังด้านบนของอุโมงค์ ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายมาก - Chapter 1-3 หลังจากที่เอากุญแจที่ได้จากบ้านของ Mendez ไขเข้าไปในบ้านที่มีตราสัญลักษณ์แล้ว ภายในบ้านจะมีทางลงใต้ดินทะลุไปยังโบสถ์ แต่ก่อนลงสังเกตเพดานแถว ๆ นั้นจะเห็นตะเกียงสีแดงอยู่ ให้ใช้ปืนยิงให้ตกลงมา จะได้ Spinel มาอีก 1 เม็ด - Chapter 1-3 ในช่วงทางเดินใต้ดินก่อนถึงโบสถ์ จะเห็นมีตะเกียงสีแดงอีกดวงนึง ใช้ปืนยิงให้ตกลงมา จะเห็นแสงแว๊บ ๆ ขึ้นบนเพดาน 3 จุด ซึ่ง 1 จุดจะเป็นสมบัติ ส่วนอีก 2 จุดจะเป็น Spinel ครับ - Chapter 1-3 หลังจากวิ่งหนีก้อนหินที่ชาวบ้านผลักใส่เราได้แล้ว เราจะอยู่บริเวณหน้าหนองน้ำ อย่าเพิ่งไปต่อ ให้สังเกตโขดหินฝั่งขวามือของเรา มองขึ้นไปด้านบน จะเห็นมีแสงแว๊บ ๆ อีก 1 จุดยิงให้ตกลงมา ก็จะได้ Spinel อีก 1 เม็ด (โขดหินที่มี Spinel ฝังอยู่นี้ จะอยู่ก่อนถึงทางเดินที่เป็นพื้นไม้พอสมควรนะครับ) - Chapter 2-1 ในร้านของพ่อค้า ที่เราต้องนั่งเรือเข้าไปในถ้ำที่มีไฟสีฟ้าจุดอยู่หน้าถ้ำ ก่อนเข้าไปในร้านให้วิ่งไปทางขวาจะมีซอกให้เข้าอยู่ เมื่อไปถึงให้แหงนหน้ามองข้างบน จะเห็นคบเพลิง ให้ใช้ปืนยิงให้ไฟดับ จะเห็นเพชรตกลงมา ให้เดินไปเก็บจะได้ Spinel อีก 1 เม็ด - Chapter 2-1 หลังจากที่เราใช้เชือกโรยตัวลงมาถึงโซนที่เป็นเขื่อนแล้ว ให้ยืนเฉย ๆ แล้วมองไปทางซ้าย ด้านบนจะเห็นแสงแว๊บ ๆ ให้ใช้ปืนยิงให้ตกลงมา จะได้ Spinel อีก 1 เม็ด - Chapter 2-1 เมื่อเราได้ตราสำหรับเปิดประตูโบสถ์แล้ว ประตูภายในถ้ำนั้นจะเปิดออก ให้เดินไปต่อจะพบประตู พอเข้าประตูมาจะเห็นเรือจอดอยู่ข้างหน้า อย่าเพิ่งขึ้นเรือไป ให้สังเกตแถว ๆ ประตูที่เราเข้ามาจะเห็นคบเพลิง ให้ใช้มีดฟันคบเพลิงให้ดับ จะได้ Spinel อีก 1 เม็ด - Chapter 3-1 หลังจากเราใช้ปืนใหญ่ยิงทำลายประตูปราสาทแล้ว ให้เข้าไปในประตูที่เพิ่งถูกทำลาย จะเจอพ่อค้าและประตูไปต่อ สังเกตแถว ๆ ประตูที่อยู่หลังพ่อค้าจะเจอคบเพลิง ให้ใช้มีดฟันให้ดับ จะได้ Spinel อีก 1 เม็ด - Chapter 3-1 ตรงห้องที่มีรูปปั้นผู้หญิง 2 คนห้อยหัวอยู่ตรงกลางห้อง ให้สังเกตบริเวณใบหน้าของรูปปั้นที่หันหน้าไปทางกำแพงที่แอชลีย์โดนกำแพงกลจับตัวไป จะเห็นแสงแว๊บ ๆ ให้ใช้ปืนยิงให้ตกลงมา จะได้ Spinel อีก 1 เม็ด - Chapter 4-1 ช่วงหน้าทางเดินยาว ๆ ก่อนที่เราจะเข้าไปยังตึกที่ต้องเปิดกลไกฟันเฟือง (หลังจากแอชลีย์โดนจับตัวไปอีกรอบ) ตรงจุดนี้เราจะได้รับการติดต่อจาก Salazar และจะเห็นแอชลีย์โดนพาตัวไปอีกตึกซึ่งอยู่ถัดจากตึกที่เรากำลังจะมุ่งหน้าไป ก่อนที่เราจะเดินข้ามทางเดินไปยังตึกแรก สังเกตทางซ้ายมือเราจะเห็นคบเพลิง ให้ใช้มีดฟันให้ดับ จะได้ Spinel อีก 1 เม็ด - Chapter 5-3 ในทางใต้ดินก่อนที่จะไปสู้กับ Krauser (ที่ทางลงทางใต้ดินอยู่ภายในเต็นท์ของทหาร) เมื่อเราลงมาแล้ว ให้สังเกตบนเพดาน แถว ๆ ขื่อในช่วงแรกของทางใต้ดิน จะเห็นแสงแว๊บ ๆ ให้ใช้ปืนยิงให้ตกลงมาจะได้ Emerald 1 เม็ด - Chapter 5-4 ตอนที่เราถูกทหารล้อมไว้แล้วไมค์ขับ ฮ. มาช่วยยิงกราดพวกทหารจนเกลี้ยง แต่แล้ว Saddler ก็สั่งทหารยิงร็อคเก็ตใส่ ฮ. ของไมค์จนระเบิดและตกลงไป หลังจากที่ Saddler ไปแล้ว ให้กลับไปยังทางที่เราเข้ามา ก่อนลงบันไดจะเห็นเสาต้นหนึ่ง บนยอดเสาจะเห็นแสงแว๊บ ๆ ให้ใช้ปืนยิงให้ตกลงมาจะได้ Emerald อีก 1 เม็ด และให้เดินไปทางอีกฝั่ง (ทางไปต่อ) สังเกตทางขวามือจะเห็นเสาอีกต้น บนยอดเสาจะเห็นแสงแว๊บ ๆ ตรงปลายของส่วนที่ยื่นมาของเสา ให้ใช้ปืนยิงให้ตกจะได้ Emerald อีก 1 เม็ดครับ จุดในการหาเพชรที่ซ่อนอยู่ที่ผมบอกมาเป็นแค่ส่วนที่ผมหาได้ในเกมนะครับ ถ้าใครพบตรงจุดอื่นที่นอกเหนือจากที่ผมบอกไว้ก็มาเล่าสู่กันฟังกันได้ครับ นอกจากนี้มีอีกจุดนึงที่มีกระสุนปืนลูกซองซ่อนอยู่ครับ จุดนี้จะอยู่ใน Chapter 3-1 ก่อนที่จะลงไปสู้กับ Garrador ให้เดินไปตรงระเบียงที่มีหน้าต่างที่มองผ่านไปยังห้องที่สู้กับ Garrador ให้สังเกตบริเวณขื่อที่อยู่บนแถว ๆ หน้าประตูลูกกรงที่ Garrador อยู่ข้างใน จะเห็นมีกระสุนช็อตกันวางอยู่บนขื่อ ให้เราใช้ปืนยิงให้ตกลงมา แล้วเข้าไปเก็บก็จะได้กระสุนช็อตกันมาครับ ================================================== *** Trick เล็ก ๆ น้อย ๆ *** Trick ที่ 1 - Chapter 4-1 ช่วงที่เป็นห้องลาวาที่มีนักบวชขับตัวพ่นไฟ 3 จุด (แต่จุดที่ 3 ที่อยู่ในสุดจะยังไม่พูดถึงนะครับ) เมื่อมาถึงให้ใช้ปืนไรเฟิลยิงนักบวชที่ขับตัวพ่นไฟ 2 ตัวแรกก่อนแล้วให้ไปล่อนักบวชอีก 2 คนที่อยู่บนทางเดินมาตรงที่เป็นลูกกรงหมุน ๆ แล้วให้เรากระโดดเข้าลูกกรงหมุนไปก่อน แล้วรอให้มันกระโดดตามเราเข้ามาในลูกกรงด้วย เมื่อมันเข้ามาอยู่กับเราแล้ว ให้เรากระโดดออกจากลูกกรงแล้วกลับไปยังฝั่งที่มีหีบใบแรกวางอยู่ ให้รีบวิ่งไปที่หีบแล้วให้ยืนชิด ๆ กับหีบใบแรกไว้ ตรงนี้จะเป็นจุดบั๊กของเกม นักบวชจะมองแต่ตำแหน่งที่เรายืนและจะเดินเปลี่ยนทิศมาทางขวาของมันนิด ๆ (ซึ่งตรงนี้ต้องทิ้งระยะเล็กน้อย ให้มันยังอยู่ในลูกกรงหมุน ๆ ไว้) คราวนี้พอมันเดินมาชิดผนังกรงแล้ว ก็รอจนช่องที่ให้กระโดดออกจากลูกกรงหมุนมาผ่านหน้ามันพอดี มันก็จะกระโดดออกมาหาเรา แล้วตกลาวาไปเอง (เพราะมันเอาแต่เล็งมาทางเรา ไม่ได้เล็งไปทางทิศที่จะกระโดดมายังพื้นอีกฝั่งไงครับ) เมื่อเรากำจัดนักบวช 2 ตัวให้ตกลาวาไปเองแล้ว ให้เดินไปยังด้านใน นักบวชที่ขับตัวพ่นไฟจุดที่ 3 จะปรากฎตัวออกมา ให้รีบวิ่งกลับไปทางเดิม ซึ่งจะเป็นเวลาเดียวกับที่นักบวชบางส่วนจะกระโดดลงมาจากช่องข้าง ๆ ก็ให้ใช้วิธีเดิมล่อมันมาให้กระโดดไปตกลาวาเองได้เรื่อย ๆ ครับ แต่วิธีนี้จะมีข้อเสียอย่างนึงคือ เราจะไม่ได้เงินหรือกระสุนปืนจากนักบวชเหล่านั้นเลย แต่ข้อดีคือประหยัดกระสุน ถ้าเราแม่นพอจริง ๆ ในห้องนี้จะเสียแค่กระสุนไรเฟิล 3 นัดในการฆ่าคนขับตัวพ่นไฟ 3 จุดเท่านั้นเองครับ *** Trick นี้ขอขอบคุณ คุณ Bio4Kim ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลนะครับ แต่จริงๆแล้วก็มีอีกวิธีที่จะฆ่านักบวชตามทางเดินครับ คือให้ไปยังด้านในที่คนขับหุ่นพ่นไฟจุดที่ 3 ปรากฎตัวออกมา ก็ให้วิ่งล่อพวกนักบวชให้มันโดนไฟพ่นตายได้เหมือนกัน แต่วิธีนี้ยังไม่เวิร์คเท่าวิธีข้างต้นครับ เนื่องจาก - ถ้าเราวิ่งล่อไม่ชำนาญพอ อาจโดนไฟคลอกซะเอง - ช่วงวิ่งล่อต้องคอยรักษาระยะห่างกับนักบวชที่เราวิ่งล่อมันมาด้วย ถ้าใกล้มากอาจโดนลูกตุ้มฟาดเอาไม่ก็โดนบีบคอ - คนขับหุ่นพ่นไฟก็ค่อนข้างฉลาด พอเห็นพวกตัวเองผ่านหน้าก็มักจะหยุดพ่นไฟ Trick ที่ 2 " ไข่ " คนที่เล่นเกมนี้คงจะต้องเคยได้รับไอเท็มนี้แน่นอนครับ ซึ่งไข่จะมี 3 สี คือ สีขาว , สีแดง และสีทอง แต่ละสีจะเพิ่มพลังชีวิตเราได้น้อยไปมากตามลำดับ แต่...ไข่นั้นไม่ได้เป็นแค่ของกินเพื่อฟื้นพลังอย่างเดียว ให้สังเกตเวลาเราเลื่อนเคอร์เซอร์ในเมนูไปที่ไข่ พอกด A จะมีคำสั่งติดตั้งไข่เป็นอาวุธได้ด้วย ซึ่งไข่นี่ไม่ได้เป็นอาวุธที่สามารถสร้างความเสียหายแก่ศัตรูก็จริง แต่ไข่นั้นมีความสามารถในการเป็นตัวล่อศัตรูบางประเภทให้เข้ามาหาเราได้ในกรณีที่เราหาตัวศัตรูไม่พบ ไม่ว่าจะเนื่องด้วยสภาพของฉากที่มืดและซับซ้อนซึ่งไม่อำนวยต่อการมองเห็นของเราเท่าไหร่ ซึ่งศัตรูที่เราใช้ไข่ล่อได้ก็คือหมานั่นเองครับ จากการทดลองกับหมาในบริเวณหน้าโบสถ์ช่วง Chapter 2-1 หลังจากที่ข้ามทางเดินเลียบภูเขามาทางด้านหลังของโบสถ์แล้ว ช่วงที่ว่าจะเป็นทางเดินแคบ ๆ และมืด จุดนี้ถ้าสังเกตดี ๆ หรือใช้ปืนไรเฟิลส่องไปข้างหน้าดูจะเห็นหมาตัวหนึ่งหันหน้ามาทางเราอยู่ จุดนี้ถ้าเราใช้ปืนยิงใส่หมาตัวแรก มักจะทำให้หมามาทางเราได้ได้ 1-2 ตัวเท่านั้น (บริเวณหน้าโบสถ์มีหมาอยู่ 3 ตัว) แต่ถ้าเราเปลี่ยนมาใช้ไข่โยนไปข้างหน้าให้ไกลที่สุดจะสามารถเรียกหมามาทางเราได้หมด 3 ตัวเลย (จมูกไวจริง ๆ) แต่ถึงอย่างไร ผมก็ว่าไข่นั้นควรจะเก็บไว้กินเพื่อฟื้นพลังมากกว่าจะเอามาใช้ปาเล่นเพื่อล่อศัตรูเข้ามานะครับ ทริกนี้ผมเองก็ยังไม่ได้ลองกับศัตรูประเภทอื่นเช่น Garridor เลยไม่แน่ใจว่าเจ้านี่นอกจากจะหูดีแล้ว จมูกจะไวเหมือนหมาด้วยรึเปล่า แต่ถ้าใครลองก่อนผมไปแล้วก็ช่วยมาบอกต่อ ๆ กันด้วยนะครับ ================================================== -- โดย wesker-- (ที่มา -) 27/6/2005 , 22:04:46 |
|||
|
|